Overview
ทำความรู้จักยุคนี้
หลังยุคกลางที่ทุกอย่างหมุนรอบศาสนา ชาวอิตาลีในศตวรรษที่ 15 หันกลับไปหลงใหลความรุ่งเรืองของกรีกและโรมันอีกครั้ง จนเกิดยุคที่เรียกว่าการเกิดใหม่หรือเรอเนซองส์ คราวนี้ศูนย์กลางไม่ใช่โบสถ์ แต่เป็นคหบดีพ่อค้าผู้ร่ำรวยอย่างตระกูลเมดิชีแห่งฟลอเรนซ์ ที่แข่งกันสร้างวังหรือปาลัซโซให้งดงามเพื่ออวดฐานะและรสนิยม สถาปนิกรื้อฟื้นเสาคลาสสิก ความสมมาตร และสัดส่วนตามหลักคณิตศาสตร์ พร้อมค้นพบทฤษฎีทัศนียภาพที่ทำให้วาดภาพลึกสมจริงได้เป็นครั้งแรก บ้านของคนรวยกลายเป็นแกลเลอรีมีชีวิต ผนังและเพดานเต็มไปด้วยจิตรกรรม เฟอร์นิเจอร์อย่างหีบแต่งงานถูกวาดภาพราวกับงานศิลปะ และห้องทำงานส่วนตัวหรือสตูดิโอโลกลายเป็นสัญลักษณ์ของคนมีการศึกษา นี่คือยุคแรกที่การตกแต่งบ้านถูกยกให้เป็นศาสตร์และศิลป์ที่ต้องเรียนรู้ ไม่ใช่แค่เรื่องของฐานะอย่างเดียว
องค์ประกอบที่เป็นลายเซ็น
- ความสมมาตรและสัดส่วนตามหลักคณิตศาสตร์ (proportion & symmetry)
- เสาคลาสสิกและหน้าจั่วรื้อฟื้นจากกรีก-โรมัน (classical orders)
- จิตรกรรมเพดานและผนังแบบลวงตา (fresco & trompe-l'oeil)
- โดมและซุ้มโค้งครึ่งวงกลม (dome & round arch)
- หีบแต่งงานวาดภาพและปิดทอง (cassone)
- เก้าอี้ขากรรไกรพับได้ซาโวนาโรลา (Savonarola chair)
- งานไม้ฝังลายภาพลวงตาในห้องทำงาน (intarsia / studiolo)
- เพดานไม้เป็นช่องสี่เหลี่ยมประดับลาย (coffered ceiling)
Thailand
ร่องรอยในเมืองไทย
เรอเนซองส์เข้ามาไทยชัดเจนที่สุดในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อสยามจ้างสถาปนิกอิตาลีมาออกแบบอาคารหลวงตามแบบตะวันตก พระที่นั่งอนันตสมาคมคือผลงานชิ้นเอก ทั้งโดมกลางแบบเรอเนซองส์ เสาหินอ่อน และจิตรกรรมเพดานที่ช่างอิตาลีวาด กลายเป็นอาคารแบบเรอเนซองส์-นีโอคลาสสิกที่สมบูรณ์ที่สุดในไทย นอกจากนี้แนวคิดบ้านทรงสมมาตรมีมุขเสาแบบพัลลาเดียนก็ส่งอิทธิพลถึงคฤหาสน์และตึกแถวเก่าย่านเจริญกรุง รวมถึงบ้านเจ้าสัวยุคเก่าที่ยังมีเสาโรมันและหน้าจั่วสามเหลี่ยมให้เห็นจนถึงวันนี้