Overview
ทำความรู้จักยุคนี้
หลังคริสต์ศตวรรษที่ 17 ยุโรปอยู่ใต้อำนาจของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่และศาสนจักรที่ต้องการเรียกศรัทธากลับคืน ทั้งสองใช้ ‘ความอลังการ’ เป็นเครื่องมือ พระราชวังและโบสถ์จึงถูกออกแบบให้ตะลึงตั้งแต่ก้าวแรก เพดานเขียนภาพลวงตาให้เหมือนสวรรค์เปิดออก ทองคำเปลวหุ้มทุกขอบ และกระจกเงาบานใหญ่ (เทคโนโลยีใหม่จากเวนิส) สะท้อนแสงเทียนจนห้องทั้งห้องเรืองรอง นี่คือบาโรก สถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาเพื่อสะกดคนดู เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 สิ้นพระชนม์ เหล่าขุนนางย้ายจากแวร์ซายกลับเข้าคฤหาสน์ในปารีส แล้วก็เริ่มเบื่อความเป็นทางการ ห้องจึงเล็กลง เบาลง และเป็นส่วนตัวขึ้น กลายเป็นรอคโคโค ที่เต็มไปด้วยเส้นโค้งอ่อนช้อยรูปเปลือกหอย สีพาสเทลหวานตา และห้องรับแขก (salon) ที่ผู้หญิงเป็นเจ้าภาพ ยุคนี้คือครั้งแรกที่ ‘ความสบายและรสนิยมส่วนตัว’ เริ่มสำคัญพอ ๆ กับการอวดฐานะ
องค์ประกอบที่เป็นลายเซ็น
- เพดานเขียนภาพลวงตา (trompe-l'oeil / ceiling fresco)
- ทองคำเปลวและปูนปั้นปิดทอง (gilding / ormolu)
- กระจกเงาบานใหญ่รับแสงเทียน
- เส้นโค้งรูปเปลือกหอยอสมมาตร (rocaille)
- สีพาสเทลอ่อนหวาน (รอคโคโค) ตัดกับสีเข้ม-ทองอลังการ (บาโรก)
- เฟอร์นิเจอร์ขาโค้ง cabriole และตู้ทรงป่อง (bombé)
- ห้องเรียงต่อเป็นแนวยาว (enfilade) และบันไดใหญ่อลังการ
- โคมระย้าคริสตัลและภาพเขียนสีน้ำมันเต็มผนัง
Thailand
ร่องรอยในเมืองไทย
ความอลังการแบบยุโรปยุคนี้เดินทางถึงสยามตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ที่ทรงแลกคณะทูตกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งแวร์ซายในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4-5 ราชสำนักไทยรับกลิ่นอายบาโรก-รอคโคโคมาผสมกับงานช่างไทยอย่างชัดเจน เห็นได้จากพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทที่สวมยอดปราสาทไทยไว้บนตัวอาคารแบบตะวันตก และหมู่พระที่นั่งฝรั่งกลางน้ำที่พระราชวังบางปะอิน ส่วนการปิดทองประดับกระจกสีเต็มผนังพระอุโบสถและวัดไทย ก็ให้ความรู้สึก ‘ตะลึงด้วยแสงและทอง’ แบบเดียวกับที่บาโรกยุโรปตั้งใจสร้าง แม้จะงอกมาจากคนละรากวัฒนธรรมก็ตาม