DIY DesignLINE @diydesign
กลับสู่เส้นเวลา

Era 05/14

บาโรกและรอคโคโค (Baroque & Rococo)

คริสต์ศตวรรษที่ 17–18

ห้องกระจกแห่งแวร์ซาย — หัวใจของความอลังการยุคบาโรก

ที่มา: Wikimedia Commons ↗

Overview

ทำความรู้จักยุคนี้

หลังคริสต์ศตวรรษที่ 17 ยุโรปอยู่ใต้อำนาจของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่และศาสนจักรที่ต้องการเรียกศรัทธากลับคืน ทั้งสองใช้ ‘ความอลังการ’ เป็นเครื่องมือ พระราชวังและโบสถ์จึงถูกออกแบบให้ตะลึงตั้งแต่ก้าวแรก เพดานเขียนภาพลวงตาให้เหมือนสวรรค์เปิดออก ทองคำเปลวหุ้มทุกขอบ และกระจกเงาบานใหญ่ (เทคโนโลยีใหม่จากเวนิส) สะท้อนแสงเทียนจนห้องทั้งห้องเรืองรอง นี่คือบาโรก สถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาเพื่อสะกดคนดู เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 สิ้นพระชนม์ เหล่าขุนนางย้ายจากแวร์ซายกลับเข้าคฤหาสน์ในปารีส แล้วก็เริ่มเบื่อความเป็นทางการ ห้องจึงเล็กลง เบาลง และเป็นส่วนตัวขึ้น กลายเป็นรอคโคโค ที่เต็มไปด้วยเส้นโค้งอ่อนช้อยรูปเปลือกหอย สีพาสเทลหวานตา และห้องรับแขก (salon) ที่ผู้หญิงเป็นเจ้าภาพ ยุคนี้คือครั้งแรกที่ ‘ความสบายและรสนิยมส่วนตัว’ เริ่มสำคัญพอ ๆ กับการอวดฐานะ

องค์ประกอบที่เป็นลายเซ็น

  • เพดานเขียนภาพลวงตา (trompe-l'oeil / ceiling fresco)
  • ทองคำเปลวและปูนปั้นปิดทอง (gilding / ormolu)
  • กระจกเงาบานใหญ่รับแสงเทียน
  • เส้นโค้งรูปเปลือกหอยอสมมาตร (rocaille)
  • สีพาสเทลอ่อนหวาน (รอคโคโค) ตัดกับสีเข้ม-ทองอลังการ (บาโรก)
  • เฟอร์นิเจอร์ขาโค้ง cabriole และตู้ทรงป่อง (bombé)
  • ห้องเรียงต่อเป็นแนวยาว (enfilade) และบันไดใหญ่อลังการ
  • โคมระย้าคริสตัลและภาพเขียนสีน้ำมันเต็มผนัง

Architecture

สถาปัตยกรรมของยุค

เสาโค้งลานเซนต์ปีเตอร์ นครวาติกัน1667 · นครวาติกันที่มา: Wikimedia Commons ↗

เสาโค้งลานหน้ามหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (St. Peter's Colonnade)

1667

แบร์นินีออกแบบแนวเสาหินสี่แถวโค้งโอบลานกว้างราวกับ ‘อ้อมแขนของศาสนจักร’ ที่กางออกรับผู้ศรัทธา จุดเด่นคือเมื่อยืนถูกตำแหน่ง เสาทั้งสี่แถวจะซ้อนกันเหลือแถวเดียวราวมายากล เป็นบทเรียนว่าบาโรกไม่ได้อลังการเพื่อความสวยเท่านั้น แต่เพื่อกำกับความรู้สึกของคนที่เดินเข้าไป

พระราชวัง Zwinger เมืองเดรสเดน1728 · เดรสเดน เยอรมนีที่มา: Wikimedia Commons ↗

พระราชวัง Zwinger เมืองเดรสเดน

1728

วังสำหรับจัดงานเลี้ยงและเทศกาลของราชสำนักแซกโซนี ลานกว้างล้อมด้วยศาลาและซุ้มประตูที่ประดับประติมากรรมแน่นทุกตารางนิ้ว นี่คือบาโรกฉบับเยอรมันที่สนุกและขี้เล่นกว่าของฝรั่งเศส ออกแบบมาเพื่อความรื่นเริงล้วน ๆ ไม่ใช่การประกาศอำนาจแบบราชสำนักหลวง

Art

ศิลปะที่หล่อหลอมยุค

The Swing (1767) โดย Jean-Honoré Fragonard1767ที่มา: Wikimedia Commons ↗

The Swing (ชิงช้า) โดย Fragonard

1767

ภาพหญิงสาวไกวชิงช้าจนรองเท้าปลิวหลุด ท่ามกลางสวนเขียวครึ้ม คือหัวใจของรสนิยมรอคโคโค เบา ขี้เล่น และแฝงความกรุ้มกริ่ม ฟราโกนาร์ใช้สีพาสเทลและแสงกระจายนุ่มจนภาพดูฟูฟ่องเหมือนขนมหวาน สะท้อนโลกของชนชั้นสูงฝรั่งเศสก่อนการปฏิวัติที่ใช้ชีวิตราวกับงานเลี้ยงไม่รู้จบ

Interiors

ห้องและบรรยากาศของยุค

ห้องกระจก Amalienburg เมืองมิวนิก — รอคโคโคที่งามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกมิวนิก เยอรมนีที่มา: Wikimedia Commons ↗
Salon de la Princesse กรุงปารีส — ห้องรับแขกรอคโคโคต้นตำรับปารีส ฝรั่งเศสที่มา: Wikimedia Commons ↗
ห้องสมุดอาราม Melk ประเทศออสเตรียเมลค์ ออสเตรียที่มา: Wikimedia Commons ↗
โบสถ์ Ottobeuren — บาโรก-รอคโคโคแห่งศรัทธาบาวาเรีย เยอรมนีที่มา: Wikimedia Commons ↗

Icons

ผลงานไอคอนิกประจำยุค

ตู้ลิ้นชักทรงป่อง (Rococo Commode) โดย Charles Cressent

ราว 1745

ตู้ลิ้นชักหน้าท้องโค้งป่อง (bombé) ผลงานของชาร์ล เครสซองต์ ช่างเอกยุคหลุยส์ที่ 15 ผิวฝังลายไม้มีค่าและหุ้มมุมด้วยทองสัมฤทธิ์หล่อ (ormolu) วิจิตร ทุกเส้นโค้งไหลต่อเนื่องไม่มีมุมแข็ง ราวกับเฟอร์นิเจอร์กำลังละลาย คือการอวดฝีมือช่างที่สุดของยุครอคโคโค

Commode โดย Charles Cressent (ราว 1745)ราว 1745ที่มา: Wikimedia Commons ↗

ตุ๊กตากระเบื้อง Meissen รูป Harlequin

ราว 1738

ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ Meissen รูปตัวตลก Harlequin จากละครอิตาลี เกิดในยุคที่ยุโรปเพิ่งไขความลับการทำพอร์ซเลนเนื้อแกร่งแบบจีนได้สำเร็จ ของกระจุกกระจิกสีสดใสแบบนี้คือของสะสมสุดหรูที่ขุนนางรอคโคโคตั้งอวดบนหิ้ง เพื่อบอกว่าตนทั้งรวยและมีรสนิยมทันสมัย

ตุ๊กตา Meissen รูป Harlequin (ราว 1738)ราว 1738ที่มา: Wikimedia Commons ↗

Designers

นักออกแบบคนสำคัญ

Gian Lorenzo Bernini

1598–1680

ผู้กำกับภาพรวมของกรุงโรมยุคบาโรก ที่รวมสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และแสงเป็นฉากเดียว

ประติมากร สถาปนิก และผู้กำกับภาพรวมของกรุงโรมยุคบาโรก แบร์นินีเชื่อว่างานศิลป์ต้องทำให้คนดู ‘รู้สึก’ ไม่ใช่แค่มอง เขาออกแบบทั้งเสาหินโค้งโอบลานหน้ามหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ แท่นบูชาทองสูงเท่าตึก และน้ำพุกลางเมือง โดยผสมสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และแสงธรรมชาติเข้าเป็นฉากละครชิ้นเดียว จนกรุงโรมทั้งเมืองกลายเป็นเวทีของศรัทธา อิทธิพลของเขาแผ่ไปทั่วยุโรปกว่าร้อยปี

  • เสาโค้งลานเซนต์ปีเตอร์
  • Baldachin แท่นบูชาทอง

André-Charles Boulle

1642–1732

ช่างทำเฟอร์นิเจอร์หลวงผู้ยกงานตู้และโต๊ะขึ้นเป็นงานศิลป์ชั้นสูง

ช่างทำเฟอร์นิเจอร์หลวงของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ผู้ยกงานตู้และโต๊ะขึ้นเป็นงานศิลป์ชั้นสูง เขาคิดค้นเทคนิคฝังลายด้วยทองเหลือง กระดองเต่า และไม้มีค่า (marquetry) จนเกิดลายที่เรียกกันว่า ‘Boulle work’ เฟอร์นิเจอร์ของเขาประดับด้วยทองสัมฤทธิ์หล่อ (ormolu) วิจิตรจนกลายเป็นของสะสมล้ำค่าประจำวังยุโรป และเป็นมาตรฐานความหรูที่ช่างรุ่นหลังพยายามไล่ตามมาตลอด

  • ตู้ marquetry ลาย Boulle
  • โต๊ะทรงป่องประดับ ormolu

François de Cuvilliés

1695–1768

ผู้นำรอคโคโคฝรั่งเศสมาสร้างที่เยอรมนีอย่างสุดขั้ว

สถาปนิกเชื้อสายฝรั่งเศส-เฟลมิชร่างเล็กที่เริ่มต้นเป็นตัวตลกในราชสำนักบาวาเรีย ก่อนได้ทุนไปเรียนสถาปัตยกรรมที่ปารีส เขานำรอคโคโคฉบับฝรั่งเศสกลับมาสร้างที่เยอรมนีอย่างสุดขั้ว ผลงานเอกคือศาลาล่าสัตว์ Amalienburg ที่ห้องกระจกทรงกลมประดับปูนปั้นสีเงินรูปนก ดอกไม้ และเปลือกหอย ไหลเลื่อนไปทั้งห้องราวกับความฝัน กลายเป็นหนึ่งในห้องรอคโคโคที่งามที่สุดในโลก

  • ห้องกระจก Amalienburg
  • โรงละคร Cuvilliés เมืองมิวนิก

Notes

เกร็ดน่ารู้ของยุค

รู้หรือไม่?

คำว่า ‘บาโรก’ (Baroque) เดิมเป็นคำด่า มาจากคำโปรตุเกส barroco ที่แปลว่า ‘ไข่มุกเบี้ยวรูปทรงประหลาด’ นักวิจารณ์รุ่นหลังใช้เรียกงานยุคนี้อย่างเหยียดว่าเวอร์เกินงาม กว่าจะกลายเป็นคำชื่นชมก็อีกหลายร้อยปีต่อมา

รู้หรือไม่?

ห้องกระจกที่แวร์ซายมีกระจกถึง 357 บาน ในยุคที่กระจกเงายังแพงกว่าทองคำ การถมกระจกทั้งห้องจึงคือการอวดความรวยที่โจ่งแจ้งที่สุดของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14

รู้หรือไม่?

คำว่า ‘รอคโคโค’ (Rococo) ก็เป็นคำล้อเลียนเช่นกัน ผสมจาก rocaille (งานตกแต่งด้วยหินกรวดและเปลือกหอย) กับ barocco เหล่าลูกศิษย์ยุคหลังบัญญัติขึ้นเพื่อเยาะสไตล์ที่พวกเขามองว่าฟุ้งเฟ้อไร้สาระ

Thailand

ร่องรอยในเมืองไทย

ความอลังการแบบยุโรปยุคนี้เดินทางถึงสยามตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ที่ทรงแลกคณะทูตกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งแวร์ซายในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4-5 ราชสำนักไทยรับกลิ่นอายบาโรก-รอคโคโคมาผสมกับงานช่างไทยอย่างชัดเจน เห็นได้จากพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทที่สวมยอดปราสาทไทยไว้บนตัวอาคารแบบตะวันตก และหมู่พระที่นั่งฝรั่งกลางน้ำที่พระราชวังบางปะอิน ส่วนการปิดทองประดับกระจกสีเต็มผนังพระอุโบสถและวัดไทย ก็ให้ความรู้สึก ‘ตะลึงด้วยแสงและทอง’ แบบเดียวกับที่บาโรกยุโรปตั้งใจสร้าง แม้จะงอกมาจากคนละรากวัฒนธรรมก็ตาม

สอบถามทาง LINE