Overview
ทำความรู้จักยุคนี้
พอถึงทศวรรษ 1970 คนรุ่นใหม่เริ่มเบื่อกฎ "น้อยแต่มาก" ของยุคโมเดิร์นที่ทุกอย่างเรียบ ขาว และเหมือนกันไปหมด นักออกแบบกลุ่มหนึ่งจึงลุกขึ้นมาบอกว่า "น้อยแล้วมันน่าเบื่อ" แล้วดึงสิ่งที่โมเดิร์นเคยห้ามกลับเข้าบ้านอีกครั้ง ทั้งสีจัดจ้าน ลวดลาย เสาโรมัน หน้าจั่ว และมุกตลกร้าย ยุคนี้ตรงกับเศรษฐกิจฟองสบู่ยุค 80 ที่ผู้คนมีเงินใช้ วัฒนธรรม MTV โฆษณา และห้างสรรพสินค้าเฟื่องฟู ดีไซน์จึงกลายเป็นเรื่องของความสนุกและการแสดงตัวตน ไฮไลต์อยู่ที่ปี 1981 ที่กลุ่ม Memphis จากมิลานเปิดตัวเฟอร์นิเจอร์สีสดที่ใช้ลามิเนตพลาสติกลายกราฟิก ทำเอาวงการตะลึงทั้งงาน คนรักก็รักสุดใจ คนเกลียดก็เกลียดเข้าไส้ แต่ไม่มีใครเมินเฉยได้ โพสต์โมเดิร์นจึงไม่ใช่แค่สไตล์ แต่คือการประกาศอิสรภาพว่าการออกแบบบ้านไม่จำเป็นต้องจริงจังเสมอไป
องค์ประกอบที่เป็นลายเซ็น
- ลายเส้นขยุกขยิกขาว-ดำ (squiggle / Bacterio pattern)
- สีสดปะทะกัน พาสเทลชนสีนีออน
- ลามิเนตพลาสติกลายกราฟิก (Abet Laminati)
- รูปทรงเรขาคณิตเล่นสนุก สามเหลี่ยม วงกลม ซิกแซก
- เสาและหน้าจั่วอ้างอิงคลาสสิกแบบล้อเลียน (ironic columns)
- เตอร์ราซโซเม็ดสีใหญ่ (chunky terrazzo)
- การจับของแพงกับของถูกมาอยู่ในชิ้นเดียว
- เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นประติมากรรมมากกว่าประโยชน์ใช้สอย
Thailand
ร่องรอยในเมืองไทย
ไทยเองก็มีสถาปัตยกรรมโพสต์โมเดิร์นที่โลกจดจำ นั่นคือตึกหุ่นยนต์ (Robot Building) ริมถนนสาทรที่ ดร. สุเมธ ชุมสาย ออกแบบให้ธนาคารเอเชียเมื่อปี พ.ศ. 2529 โดยตั้งใจล้อเลียนกล่องกระจกจริงจังของยุคโมเดิร์นด้วยหน้าตาหุ่นยนต์ที่มีน็อต ลูกตา และเสาอากาศ จนถูกยกเป็นหนึ่งในอาคารสำคัญของศตวรรษที่ 20 นอกจากนี้ห้างและอาคารพาณิชย์ยุค 2530 ทั่วกรุงเทพฯ ก็เต็มไปด้วยสีจัด เสาโรมันปลอม และลายเรขาคณิตแบบเมมฟิสที่หลายคนโตมากับมันโดยไม่รู้เลยว่านั่นคือโพสต์โมเดิร์น