Overview
ทำความรู้จักยุคนี้
กลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 นักโบราณคดีขุดพบเมืองปอมเปอีและเฮอร์คิวเลเนียมที่ถูกลาวาฝังไว้เกือบสองพันปี ทั้งยุโรปตื่นเต้นกับบ้านเรือน ข้าวของ และลายประดับของชาวโรมันโบราณที่โผล่ขึ้นมาทั้งเมือง ประจวบกับยุคแห่งเหตุผล (Enlightenment) ที่มองว่ารอคโคโคฟุ้งเฟ้อไร้แก่นสาร ผู้คนจึงหันกลับไปหาความสง่างามเรียบง่ายแบบกรีก-โรมัน ห้องยุคนี้จึงกลับมาสมมาตรเป๊ะ ขาเฟอร์นิเจอร์ตรงเรียวสอบ ประดับลายพวงมาลัย แจกัน และลายกรีก (Greek key) สีผนังเปลี่ยนเป็นโทนหินอ่อน ฟ้าอมเขียว และครีมนวล แทนสีพาสเทลหวานจัด ที่สำคัญคือช่างอย่าง Wedgwood เริ่มผลิตของประดับลายคลาสสิกจำนวนมากในราคาที่ชนชั้นกลางเอื้อมถึง ‘รสนิยมสูง’ จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวังอีกต่อไป และกลายเป็นรากฐานของงานตกแต่งแบบทางการมาจนถึงทุกวันนี้
องค์ประกอบที่เป็นลายเซ็น
- ความสมมาตรเป๊ะทั้งห้อง (symmetry)
- ขาเฟอร์นิเจอร์ตรงเรียวสอบร่องเสา (fluted tapered legs)
- ลายคลาสสิก: พวงมาลัย แจกัน ลายกรีก (Greek key) ใบลอเรล
- เสาและหัวเสาแบบกรีก-โรมัน (Doric / Ionic / Corinthian)
- ปูนปั้นนูนต่ำสีขาวบนพื้นพาสเทล (Wedgwood-style relief)
- สีหินอ่อน ครีม ฟ้าอมเขียว (celadon) และชมพูจาง
- เพดานโดมและช่องแสงกลม (oculus / rotunda)
- แจกันและรูปปั้นครึ่งตัวแบบโรมัน (classical busts & urns)
Thailand
ร่องรอยในเมืองไทย
สไตล์คลาสสิกแบบตะวันตกเข้ามาเป็นภาษาทางการของสถาปัตยกรรมไทยอย่างเต็มตัวในสมัยรัชกาลที่ 5-6 ที่สยามเปิดรับความเป็นสากล พระที่นั่งอนันตสมาคมคือตัวอย่างที่ชัดที่สุด ด้วยโดมหินอ่อน เสาคอรินเทียน และหน้าจั่วสามเหลี่ยมแบบวิหารกรีก-โรมันแท้ ๆ เช่นเดียวกับวังเก่าหลายแห่งย่านเทเวศร์และดุสิตที่ประดับเสาโรมัน หน้าต่างโค้ง และปูนปั้นลายพวงมาลัย จนถึงวันนี้ อาคารราชการ ธนาคาร และศาลไทยจำนวนมากก็ยังหยิบเสาและหน้าจั่วคลาสสิกมาใช้ เพื่อสื่อถึงความมั่นคงและน่าเชื่อถือ เหมือนที่ยุโรปเคยใช้เมื่อสองร้อยปีก่อน