Overview
ทำความรู้จักยุคนี้
ท่ามกลางยุควิกตอเรียนที่บ้านอัดแน่นด้วยของโรงงานลายวิจิตร กลุ่มศิลปินและนักคิดนำโดย William Morris เริ่มตั้งคำถามว่า ของที่ผลิตด้วยเครื่องจักรจำนวนมากมันน่าเกลียดและไร้จิตวิญญาณ ทั้งยังทำให้คนงานกลายเป็นเพียงฟันเฟือง Arts & Crafts จึงเป็นขบวนการที่หันกลับไปเชิดชู ‘งานทำมือ’ แบบช่างฝีมือยุคกลาง ยึดหลักว่าของทุกชิ้นในบ้านต้องซื่อสัตย์ต่อวัสดุ เผยให้เห็นเนื้อไม้ รอยต่อ และฝีมือช่างอย่างตรงไปตรงมา ลวดลายได้แรงบันดาลใจจากพืชพรรณและธรรมชาติรอบตัว สีสันเป็นโทนดินและพืชอย่างเขียวมะกอกและน้ำเงินคราม Morris ถึงกับบอกว่า ‘อย่าเก็บอะไรไว้ในบ้าน นอกจากสิ่งที่คุณรู้ว่ามีประโยชน์ หรือเชื่อว่างดงาม’ น่าแปลกที่ของทำมือกลับแพงจนมีแต่คนรวยซื้อได้ แต่แนวคิดเรื่องความเรียบง่ายและซื่อสัตย์ต่อวัสดุนี้เอง ที่กลายเป็นสะพานสู่งานดีไซน์โมเดิร์นในเวลาต่อมา
องค์ประกอบที่เป็นลายเซ็น
- งานทำมือของช่างฝีมือ (handcraft) ตรงข้ามกับงานโรงงาน
- ซื่อสัตย์ต่อวัสดุ เผยเนื้อไม้และรอยต่อ (exposed joinery)
- ลวดลายพืชพรรณธรรมชาติ (ดอกไม้ ใบไม้ นก)
- ไม้โอ๊กสีธรรมชาติเข้าลิ่มเดือย (quarter-sawn oak)
- โทนสีดินและพืช: เขียวมะกอก น้ำเงินคราม แดงดินเผา
- วอลเปเปอร์และผ้าพิมพ์ลายด้วยบล็อกไม้ (block-printed)
- เก้าอี้เบาะฟางสาน (rush-seat) และเฟอร์นิเจอร์เรียบแข็งแรง
- กระเบื้องเคลือบและงานโลหะทำมือ (handmade tiles & metalwork)
Thailand
ร่องรอยในเมืองไทย
แม้ Arts & Crafts จะเป็นขบวนการของอังกฤษ แต่หัวใจของมัน — การเชิดชูงานทำมือและความซื่อสัตย์ต่อวัสดุ — คือสิ่งที่งานช่างไทยยึดถือมานาน เรือนไทยไม้สักที่เข้าเดือยไม้แทนการใช้ตะปู เผยลายไม้และโครงสร้างอย่างตรงไปตรงมา ก็เดินอยู่บนหลักคิดเดียวกันกับที่ Morris พยายามปลุกให้ตะวันตกหันกลับมามอง ในยุคหลังแนวคิดนี้ยังสะท้อนในงานฟื้นฟูหัตถกรรมไทย ทั้งเครื่องเงิน เครื่องเขิน ผ้าทอมือ และงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ที่ยืนยันว่าของทำมือมีคุณค่าและจิตวิญญาณที่เครื่องจักรลอกเลียนไม่ได้ ทุกวันนี้กระแสคาเฟ่และบ้านสไตล์ ‘คราฟต์’ ที่โชว์เนื้อไม้และปูนเปลือยในไทย ก็คือลูกหลานสายตรงของความคิดชุดนี้