Overview
ทำความรู้จักยุคนี้
ปลายศตวรรษที่ 19 เมืองใหญ่ในยุโรปเต็มไปด้วยของที่ผลิตจากโรงงานหน้าตาเหมือนกันไปหมด นักออกแบบรุ่นใหม่รู้สึกว่าโลกกำลังกลายเป็นเครื่องจักรที่ไร้ชีวิต จึงลุกขึ้นมาถามว่า ทำไมข้าวของรอบตัวถึงสวยแบบมีชีวิตไม่ได้ คำตอบของพวกเขาคืออาร์ตนูโว สไตล์ที่หยิบเส้นโค้งของก้านดอกไม้ เถาวัลย์ ปีกแมลง และเส้นผมผู้หญิงมาสะบัดเป็นลวดลายไหลลื่นไปทั่วทั้งบ้าน เหล็กดัดและกระจกที่เพิ่งผลิตได้ในราคาถูกกลายเป็นวัสดุคู่ใจ เพราะดัดโค้งได้ดั่งใจ ราวบันได โคมไฟ กรอบประตู ไปจนถึงลูกบิด ถูกออกแบบให้เข้าชุดกันทั้งหลังภายใต้แนวคิด "งานศิลปะทั้งหลัง" (Gesamtkunstwerk) ที่ไม่แยกสถาปนิกออกจากช่างเฟอร์นิเจอร์ อาร์ตนูโวรุ่งเรืองอยู่เพียงยี่สิบปี แต่มันเปลี่ยนความคิดของคนไปตลอดกาลว่า บ้านหนึ่งหลังก็เป็นงานศิลปะที่มีลมหายใจได้ ไม่ใช่แค่กล่องสี่เหลี่ยมสำหรับอยู่อาศัย
องค์ประกอบที่เป็นลายเซ็น
- เส้นโค้งแส้สะบัด (whiplash line)
- ลวดลายพืช เถาวัลย์ ดอกไม้ และก้านบิด
- เหล็กดัดเปลือยโครงโชว์เส้นสาย
- กระจกสีลายธรรมชาติ (stained glass)
- โมเสกกระเบื้องแตก (trencadís)
- ภาพผู้หญิงผมสยาย (femme-fleur)
- ราวบันได โคมไฟ ลูกบิด ออกแบบเข้าชุดกันทั้งหลัง
- สีโทนธรรมชาติ เขียวมอส น้ำตาลทอง ครีมงาช้าง
Thailand
ร่องรอยในเมืองไทย
อาร์ตนูโวเดินทางเข้าสยามช่วงปลายรัชกาลที่ 5 พร้อมกับสถาปนิกและช่างชาวยุโรปที่เข้ามารับราชการ ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือพระรามราชนิเวศน์ หรือ "วังบ้านปืน" ที่เพชรบุรี ออกแบบโดยสถาปนิกชาวเยอรมัน Karl Döhring ในสไตล์ Jugendstil (อาร์ตนูโวแบบเยอรมัน) เต็มไปด้วยกระจกสีลายดอกไม้และเส้นโค้งอ่อนช้อย ส่วนตามตึกแถวชิโน-โปรตุกีสเก่าในย่านเมืองเก่าภูเก็ต ก็ยังพบเหล็กดัดลายเถาวัลย์และช่องแสงกระจกสีที่เป็นกลิ่นอายอาร์ตนูโวหลงเหลือให้เดินดูได้จนทุกวันนี้