Overview
ทำความรู้จักยุคนี้
งานออกแบบภายในไม่ได้เพิ่งเกิดในยุคโมเดิร์น แต่เริ่มขึ้นตั้งแต่มนุษย์ตั้งถิ่นฐานริมแม่น้ำไนล์และแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรทีสเมื่อกว่าห้าพันปีก่อน เมื่อสังคมเกษตรกรรมมีอาหารเหลือ ก็เกิดชนชั้น มีพระ มีกษัตริย์ และมีคนมีเวลาว่างพอจะคิดเรื่องความสวยงามของที่อยู่อาศัย ชาวอียิปต์เชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายอย่างจริงจัง จึงทุ่มเทออกแบบ "บ้านนิรันดร์" คือสุสาน ให้งดงามยิ่งกว่าบ้านจริง ผนังเต็มไปด้วยจิตรกรรมสีสด เฟอร์นิเจอร์ไม้ฝังงาช้างและทองประดับหัวสัตว์ ส่วนชาวเมโสโปเตเมียผู้คิดค้นอิฐเผาและการเคลือบสี ก่อซิกกูแรตและกำแพงเมืองด้วยอิฐเคลือบสีน้ำเงินครามที่ยังสดจนถึงวันนี้ ทั้งสองอารยธรรมวางรากฐานที่งานออกแบบยังใช้อยู่ ทั้งความสมมาตร ลำดับชั้นของพื้นที่ เก้าอี้มีพนักและที่วางแขน เตียง โต๊ะ และแนวคิดที่ว่าข้าวของเครื่องใช้ต้องบอกฐานะและความเชื่อของเจ้าของ
องค์ประกอบที่เป็นลายเซ็น
- ความสมมาตรและแกนกลางที่เคร่งครัด (axial symmetry)
- เสาหินทรงต้นกก ดอกบัว และดอกปาปิรุส (papyrus/lotus columns)
- จิตรกรรมฝาผนังสีแร่ธาตุ ฟ้าลาพิส เหลืองออกน้ำตาล และแดงอิฐ
- เฟอร์นิเจอร์ขาสัตว์ เช่น ขาสิงห์และกีบวัว (animal-leg furniture)
- อิฐเคลือบสีและกระเบื้องนูนต่ำแบบเมโสโปเตเมีย (glazed brick)
- การฝังงาช้าง ทองคำ และหินมีสีในเครื่องเรือน (inlay)
- อักษรภาพและลวดลายสัญลักษณ์เป็นของตกแต่ง (hieroglyphic motifs)
Thailand
ร่องรอยในเมืองไทย
แม้ไทยจะอยู่ห่างไกลลุ่มน้ำไนล์ แต่หลักคิดของยุคนี้เดินทางมาถึงเราผ่านอินเดียและงานช่างหลวง แนวคิด "บ้านนิรันดร์ต้องงามกว่าบ้านจริง" เห็นได้ชัดในสถาปัตยกรรมวัดและปราสาทหิน ที่ทุ่มเทประดับตกแต่งเพื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากกว่าที่อยู่ของคนเป็น ความสมมาตรเคร่งครัดและการวางอาคารตามแกนทิศแบบเดียวกับวิหารอียิปต์ ก็ปรากฏในผังพระอุโบสถและพระปรางค์ ส่วนเสาที่ปลายบานออกเป็นทรงดอกบัว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เสาอียิปต์ ก็เป็นลวดลายเดียวกับหัวเสาและบัวหัวเสาในงานไทยที่เรานับถือดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์เช่นกัน