DIY DesignLINE @diydesign

Design Through Time

เดินทางผ่านกาลเวลาแห่งการออกแบบ

เลื่อนลงเพื่อเดินผ่าน 14 ยุคของการออกแบบภายใน แต่ละก้าวคือการข้ามผ่านของเวลาและรสนิยมที่หล่อหลอมโลกใบนี้

3,000ปีก่อนคริสตกาลวันนี้
เลื่อนลง

Era 01/14

อียิปต์และเมโสโปเตเมียโบราณ (Ancient Egypt & Mesopotamia)

ราว 3,000–500 ปีก่อนคริสตกาล

ห้องโถงเสาใหญ่ วิหารคาร์นัค เมืองลักซอร์ — สเปซภายในที่ออกแบบให้คนรู้สึกเล็กต่อหน้าเทพเจ้า

ที่มา: Wikimedia Commons

Overview

ทำความรู้จักยุคนี้

งานออกแบบภายในไม่ได้เพิ่งเกิดในยุคโมเดิร์น แต่เริ่มขึ้นตั้งแต่มนุษย์ตั้งถิ่นฐานริมแม่น้ำไนล์และแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรทีสเมื่อกว่าห้าพันปีก่อน เมื่อสังคมเกษตรกรรมมีอาหารเหลือ ก็เกิดชนชั้น มีพระ มีกษัตริย์ และมีคนมีเวลาว่างพอจะคิดเรื่องความสวยงามของที่อยู่อาศัย ชาวอียิปต์เชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายอย่างจริงจัง จึงทุ่มเทออกแบบ "บ้านนิรันดร์" คือสุสาน ให้งดงามยิ่งกว่าบ้านจริง ผนังเต็มไปด้วยจิตรกรรมสีสด เฟอร์นิเจอร์ไม้ฝังงาช้างและทองประดับหัวสัตว์ ส่วนชาวเมโสโปเตเมียผู้คิดค้นอิฐเผาและการเคลือบสี ก่อซิกกูแรตและกำแพงเมืองด้วยอิฐเคลือบสีน้ำเงินครามที่ยังสดจนถึงวันนี้ ทั้งสองอารยธรรมวางรากฐานที่งานออกแบบยังใช้อยู่ ทั้งความสมมาตร ลำดับชั้นของพื้นที่ เก้าอี้มีพนักและที่วางแขน เตียง โต๊ะ และแนวคิดที่ว่าข้าวของเครื่องใช้ต้องบอกฐานะและความเชื่อของเจ้าของ

องค์ประกอบที่เป็นลายเซ็น

  • ความสมมาตรและแกนกลางที่เคร่งครัด (axial symmetry)
  • เสาหินทรงต้นกก ดอกบัว และดอกปาปิรุส (papyrus/lotus columns)
  • จิตรกรรมฝาผนังสีแร่ธาตุ ฟ้าลาพิส เหลืองออกน้ำตาล และแดงอิฐ
  • เฟอร์นิเจอร์ขาสัตว์ เช่น ขาสิงห์และกีบวัว (animal-leg furniture)
  • อิฐเคลือบสีและกระเบื้องนูนต่ำแบบเมโสโปเตเมีย (glazed brick)
  • การฝังงาช้าง ทองคำ และหินมีสีในเครื่องเรือน (inlay)
  • อักษรภาพและลวดลายสัญลักษณ์เป็นของตกแต่ง (hieroglyphic motifs)

Architecture

สถาปัตยกรรมของยุค

มหาพีระมิดแห่งกีซาราว 2560 ปีก่อนคริสตกาล · กีซา อียิปต์ที่มา: Wikimedia Commons

มหาพีระมิดแห่งกีซา

ราว 2560 ปีก่อนคริสตกาล

หลุมฝังศพหินขนาดมหึมาของฟาโรห์คูฟู สูงเท่าตึก 40 ชั้น เรียงหินกว่าสองล้านก้อนด้วยความแม่นยำระดับมิลลิเมตร คือคำประกาศพลังอำนาจและความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย และเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกนานเกือบสี่พันปี

ซิกกูแรตแห่งอูร์ ประเทศอิรักราว 2100 ปีก่อนคริสตกาล · อูร์ อิรักที่มา: Wikimedia Commons

ซิกกูแรตแห่งอูร์

ราว 2100 ปีก่อนคริสตกาล

วิหารบันไดขั้นบันไดของชาวสุเมเรียน ก่อด้วยอิฐดินเผาหลายล้านก้อน ยกวิหารบูชาเทพขึ้นใกล้ฟ้าที่สุด รูปทรงลดหลั่นเป็นชั้นนี้คือต้นแบบของสถาปัตยกรรมทางศาสนาทั่วดินแดนเมโสโปเตเมีย และยังเป็นสัญลักษณ์ของอิรักจนถึงวันนี้

Art

ศิลปะที่หล่อหลอมยุค

ธงมาตรฐานแห่งอูร์ ด้านสันติภาพ พิพิธภัณฑ์บริติชราว 2600 ปีก่อนคริสตกาลที่มา: Wikimedia Commons

ธงมาตรฐานแห่งอูร์ (Standard of Ur)

ราว 2600 ปีก่อนคริสตกาล

แผงไม้ประดับเปลือกหอย หินลาพิสลาซูลี และหินแดง เล่าเรื่องงานเลี้ยงฉลองและการศึกเป็นแถบ ๆ เหมือนการ์ตูนช่องยุคแรกของโลก บอกเราว่าชาวสุเมเรียนนั่งบนเก้าอี้มีพนัก ดื่มกินและแต่งกายกันอย่างไรเมื่อสี่พันปีก่อน

Interiors

ห้องและบรรยากาศของยุค

ภายในสุสานราชินีเนเฟอร์ตารี — ผนังทุกตารางนิ้วคือจิตรกรรมหุบผากษัตริย์ ลักซอร์ อียิปต์ที่มา: Wikimedia Commons
ห้องสุสานของเซนเนดเจม ช่างฝีมือแห่งเดียร์เอลเมดินาเดียร์เอลเมดินา อียิปต์ที่มา: Wikimedia Commons
ประตูอิชตาร์แห่งบาบิโลน อิฐเคลือบสีน้ำเงินครามที่ยังสดหลังผ่านมา 2,500 ปีพิพิธภัณฑ์เพอร์กามอน เบอร์ลินที่มา: Wikimedia Commons

Icons

ผลงานไอคอนิกประจำยุค

บัลลังก์ทองคำของฟาโรห์ตุตันคามุน

ราว 1327 ปีก่อนคริสตกาล

เก้าอี้ไม้หุ้มทองคำฝังหินสี แก้ว และเงิน พนักหลังเป็นภาพราชินีกำลังชโลมน้ำมันหอมให้ฟาโรห์หนุ่ม ขาเก้าอี้เป็นขาสิงห์ นี่คือเก้าอี้ที่สมบูรณ์ที่สุดจากโลกยุคนั้น และบอกว่าเฟอร์นิเจอร์คือเครื่องหมายของอำนาจ

บัลลังก์ทองคำของตุตันคามุน พิพิธภัณฑ์อียิปต์ราว 1327 ปีก่อนคริสตกาลที่มา: Wikimedia Commons

เก้าอี้พับหัวเป็ด

ราว 1540–1075 ปีก่อนคริสตกาล

เก้าอี้พับได้ไม้ฝังงาช้าง ปลายขาแกะเป็นหัวเป็ด อียิปต์คิดค้นเก้าอี้พับพกพาสำหรับขุนนางและแม่ทัพเมื่อสามพันปีก่อน กลไกบานพับแบบนี้แทบไม่ต่างจากเก้าอี้แคมป์ปิ้งที่เราใช้กันทุกวันนี้เลย

เก้าอี้พับหัวเป็ด พิพิธภัณฑ์อียิปต์ เบอร์ลินราว 1540–1075 ปีก่อนคริสตกาลที่มา: Wikimedia Commons

ลามัสสุ (Lamassu) เทพผู้พิทักษ์

ราว 710 ปีก่อนคริสตกาล

ประติมากรรมหินตัววัวมีปีกหัวเป็นคน สูงกว่าสี่เมตร ตั้งเฝ้าประตูวังกษัตริย์อัสซีเรีย แกะให้มีห้าขาเพื่อให้ดูสมบูรณ์ทั้งเมื่อมองด้านหน้าและด้านข้าง เป็นงานตกแต่งสถาปัตยกรรมที่ออกแบบมุมมองของผู้เดินผ่านอย่างชาญฉลาด

ลามัสสุจากวังซาร์กอนที่สอง เมืองคอร์ซาบัดราว 710 ปีก่อนคริสตกาลที่มา: Wikimedia Commons

Designers

นักออกแบบคนสำคัญ

อิมโฮเทป (Imhotep)

ราว 2600 ปีก่อนคริสตกาล

สถาปนิกคนแรกในประวัติศาสตร์ที่เรารู้ชื่อ

เสนาบดีและสถาปนิกของฟาโรห์โจเซอร์ ผู้ออกแบบพีระมิดขั้นบันไดแห่งซัคคารา สิ่งก่อสร้างหินขนาดใหญ่แห่งแรกของโลก เขาเปลี่ยนการก่อสร้างจากอิฐดินมาเป็นหินตัด และเป็นคนแรกที่นำเสาหินทรงต้นกกและดอกบัวมาใช้ ชื่อเสียงของเขายิ่งใหญ่จนคนรุ่นหลังยกให้เป็นเทพแห่งการแพทย์และปัญญา ทั้งที่เขาเป็นสามัญชนที่ไต่เต้าด้วยฝีมือล้วน ๆ

  • พีระมิดขั้นบันไดแห่งซัคคารา

เซเนนมุต (Senenmut)

ราว 1470 ปีก่อนคริสตกาล

ผู้ออกแบบวิหารที่กลมกลืนกับหน้าผาได้อย่างงดงามที่สุดของยุค

สถาปนิกและที่ปรึกษาคนสนิทของราชินีฟาโรห์ฮัตเชปซุต ผู้ออกแบบวิหารเก็บพระศพที่เดียร์เอลบาห์รี ระเบียงเสาเรียงซ้อนสามชั้นที่ยื่นออกจากหน้าผาหินราวกับเติบโตขึ้นมาเอง งานของเขาแสดงความเข้าใจเรื่องแกน จังหวะของเสา และการวางอาคารให้สัมพันธ์กับภูมิประเทศ ล้ำหน้ากว่ายุคสมัยไปหลายพันปี

  • วิหารฮัตเชปซุต เดียร์เอลบาห์รี

อูร์-นัมมู (Ur-Nammu)

ราว 2100 ปีก่อนคริสตกาล

กษัตริย์ผู้วางผังเมืองและวิหารทรงซิกกูแรตแบบฉบับ

กษัตริย์แห่งอาณาจักรอูร์ผู้สั่งสร้างซิกกูแรตแห่งอูร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้น พร้อมประกาศประมวลกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่ค้นพบ เขาทำให้อิฐดินเผาตราพระนามกลายเป็นวัสดุก่อสร้างมาตรฐาน และวางผังเขตวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่กลายเป็นต้นแบบให้เมืองต่าง ๆ ทั่วเมโสโปเตเมียลอกเลียนต่อมาอีกหลายศตวรรษ

  • ซิกกูแรตแห่งอูร์

Notes

เกร็ดน่ารู้ของยุค

รู้หรือไม่?

อิฐเคลือบสีน้ำเงินครามของประตูอิชตาร์ได้สีจากแร่ แต่งานที่ยากคือชาวบาบิโลนต้องเผาอิฐแต่ละก้อนแยกกันแล้วต่อภาพสัตว์ให้ตรงกันพอดีเหมือนต่อจิ๊กซอว์ยักษ์ โดยไม่มีการวาดร่างล่วงหน้าบนกำแพงจริง

รู้หรือไม่?

เก้าอี้ที่มี "ที่วางแขน" ในโลกตะวันตกเกือบทั้งหมด สืบสายมาจากเก้าอี้ขาสิงห์ของอียิปต์ ชาวกรีกและโรมันรับไปดัดแปลง แล้วส่งต่อมาถึงเก้าอี้ในบ้านเราทุกวันนี้

รู้หรือไม่?

ชาวอียิปต์นอนหนุน "ที่หนุนศีรษะ" ไม้หรือหินแทนหมอนนุ่ม เพราะเชื่อว่าช่วยให้เลือดลมดีและกันแมลง หลักคิดเดียวกับหมอนไม้ที่ยังใช้ในหลายวัฒนธรรมเอเชียรวมถึงไทย

Thailand

ร่องรอยในเมืองไทย

แม้ไทยจะอยู่ห่างไกลลุ่มน้ำไนล์ แต่หลักคิดของยุคนี้เดินทางมาถึงเราผ่านอินเดียและงานช่างหลวง แนวคิด "บ้านนิรันดร์ต้องงามกว่าบ้านจริง" เห็นได้ชัดในสถาปัตยกรรมวัดและปราสาทหิน ที่ทุ่มเทประดับตกแต่งเพื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากกว่าที่อยู่ของคนเป็น ความสมมาตรเคร่งครัดและการวางอาคารตามแกนทิศแบบเดียวกับวิหารอียิปต์ ก็ปรากฏในผังพระอุโบสถและพระปรางค์ ส่วนเสาที่ปลายบานออกเป็นทรงดอกบัว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เสาอียิปต์ ก็เป็นลวดลายเดียวกับหัวเสาและบัวหัวเสาในงานไทยที่เรานับถือดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์เช่นกัน

Era 02/14

กรีกและโรมันคลาสสิก (Classical Greece & Rome)

ราว 800 ปีก่อนคริสตกาล – ค.ศ. 476

ภายในวิหารแพนธีออน กรุงโรม — โดมคอนกรีตช่องแสงเดียวที่ยังใหญ่ที่สุดในโลกมากว่า 1,900 ปี

ที่มา: Wikimedia Commons

Overview

ทำความรู้จักยุคนี้

ถ้าอียิปต์สอนโลกเรื่องความยิ่งใหญ่ กรีกและโรมันคือคนที่วางกฎเกณฑ์ความงามที่งานออกแบบตะวันตกยังใช้อยู่ ชาวกรีกหมกมุ่นกับสัดส่วนและความพอดี พวกเขาคิดค้นเสาสามแบบคือดอริก ไอออนิก และคอรินเธียน ที่กลายเป็นไวยากรณ์ของสถาปัตยกรรมไปอีกสองพันปี และวิหารพาร์เธนอนก็ถูกคำนวณสัดส่วนอย่างประณีตจนดูสมบูรณ์แบบด้วยตาเปล่า ต่อมาชาวโรมันผู้เก่งวิศวกรรมนำแนวคิดกรีกมาต่อยอดด้วยเทคโนโลยีสองอย่างที่พลิกโลก คือคอนกรีตและโครงสร้างโค้ง ทำให้สร้างโดมและห้องโถงกว้างไร้เสากลางได้เป็นครั้งแรก บ้านโรมันหรือโดมุสจึงมีลานกลางบ้านรับแสงและน้ำฝน มีสวนล้อมระเบียงเสา ผนังเขียนภาพลวงตาให้ห้องดูกว้าง พื้นปูโมเสกลวดลายวิจิตร และบางหลังถึงกับมีระบบทำความร้อนใต้พื้น นี่คือยุคแรกที่บ้านของคนธรรมดามีการออกแบบตกแต่งอย่างตั้งใจ ไม่ใช่แค่วังหรือวิหาร

องค์ประกอบที่เป็นลายเซ็น

  • เสาสามแบบ ดอริก ไอออนิก คอรินเธียน (the classical orders)
  • สัดส่วนและความสมมาตรตามหลักคณิตศาสตร์ (proportion)
  • หน้าจั่วสามเหลี่ยมและคานเหนือเสา (pediment & entablature)
  • จิตรกรรมฝาผนังลวงตาแบบปอมเปอี (fresco / trompe-l'oeil)
  • พื้นและผนังโมเสกหินสี (mosaic)
  • ลานกลางบ้านและสวนล้อมระเบียงเสา (atrium & peristyle)
  • เก้าอี้พนักโค้งคลิสมอส และเตียงนอนเอน (klismos & kline)
  • ลายใบอะแคนทัส ลายคดกริช และพวงมาลัย (acanthus & meander)

Architecture

สถาปัตยกรรมของยุค

วิหารพาร์เธนอน กรุงเอเธนส์447–432 ปีก่อนคริสตกาล · เอเธนส์ กรีซที่มา: Wikimedia Commons

วิหารพาร์เธนอน

447–432 ปีก่อนคริสตกาล

วิหารบูชาเทพีอาธีนาบนเนินอะโครโปลิส แบบฉบับของสถาปัตยกรรมกรีกดอริก ทุกเส้นถูกดัดให้โค้งเล็กน้อยเพื่อลวงตาให้ดูตรงและมีชีวิต เสาเอนเข้าเล็กน้อยและพื้นโค้งนูน คือความประณีตที่ทำให้มันดูสมบูรณ์แบบมากว่าสองพันปี

โคลอสเซียม กรุงโรมค.ศ. 70–80 · โรม อิตาลีที่มา: Wikimedia Commons

โคลอสเซียม

ค.ศ. 70–80

สนามกีฬากลางแจ้งจุคนห้าหมื่นของกรุงโรม ซ้อนเสาสามแบบทั้งดอริก ไอออนิก และคอรินเธียนไล่จากล่างขึ้นบน โครงสร้างโค้งคอนกรีตทำให้รองรับฝูงชนมหาศาลและระบายคนออกได้ในไม่กี่นาที ต้นแบบของสนามกีฬาทั่วโลกจนถึงวันนี้

Art

ศิลปะที่หล่อหลอมยุค

โมเสกอเล็กซานเดอร์ จากบ้านแห่งฟอน ปอมเปอีราว 100 ปีก่อนคริสตกาล · พิพิธภัณฑ์โบราณคดีเนเปิลส์ที่มา: Wikimedia Commons

โมเสกอเล็กซานเดอร์

ราว 100 ปีก่อนคริสตกาล

โมเสกพื้นจากบ้านแห่งฟอน เมืองปอมเปอี ปูด้วยหินสีจิ๋วนับล้านชิ้นเป็นภาพศึกระหว่างอเล็กซานเดอร์มหาราชกับกษัตริย์เปอร์เซีย ไล่แสงเงาและมุมมองสมจริงราวภาพวาด แสดงว่าโรมันยกงานตกแต่งพื้นให้กลายเป็นงานศิลปะชั้นสูง

Interiors

ห้องและบรรยากาศของยุค

ห้องในบ้านแห่งเวตตี ปอมเปอี — ผนังเขียนภาพคือวอลเปเปอร์ของยุคโรมันปอมเปอี อิตาลีที่มา: Wikimedia Commons
ห้องพิธีในวิลลาแห่งความลึกลับ ปอมเปอี — จิตรกรรมพื้นแดงชาดรอบห้องปอมเปอี อิตาลีที่มา: Wikimedia Commons
พื้นโมเสกบ้านแห่งเอฟีบ ปอมเปอี — งานปูพื้นระดับศิลปะปอมเปอี อิตาลีที่มา: Wikimedia Commons

Icons

ผลงานไอคอนิกประจำยุค

แจกันลายแดงสไตล์แอตติก

ราว 490–470 ปีก่อนคริสตกาล

แจกันดินเผาเขียนลายแดงบนพื้นดำโดยจิตรกรเบอร์ลิน ปรมาจารย์ผู้วางรูปคนเดี่ยวลอยเด่นบนผิวโค้ง เส้นสายมั่นใจและกายวิภาคแม่นยำ คือจุดสูงสุดของงานเซรามิกกรีก และเป็นของใช้ในบ้านที่กลายเป็นงานสะสมล้ำค่าของโลก

แจกันลายแดงของจิตรกรเบอร์ลินราว 490–470 ปีก่อนคริสตกาลที่มา: Wikimedia Commons

แผ่นศิลาจารึกเฮเกโซกับเก้าอี้คลิสมอส

ราว 410 ปีก่อนคริสตกาล

แผ่นหินอ่อนสลักภาพหญิงสาวนั่งบนเก้าอี้คลิสมอส เก้าอี้ขาโค้งสอบและพนังโค้งรับหลังที่ชาวกรีกออกแบบไว้ นั่งสบายจนดีไซเนอร์ยุคศตวรรษที่ 20 ยังหยิบมาทำใหม่ นี่คือบรรพบุรุษของเก้าอี้นั่งสบายทุกตัว

ศิลาจารึกเฮเกโซ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเอเธนส์ราว 410 ปีก่อนคริสตกาลที่มา: Wikimedia Commons

จิตรกรรมฝาผนังสไตล์ที่สอง วิลลาแห่งความลึกลับ

ราว 60 ปีก่อนคริสตกาล

ผนังพื้นแดงชาดเขียนภาพขบวนพิธีบูชาเทพไดโอไนซัสขนาดเท่าคนจริง หลอกตาให้ผนังทึบดูมีมิติลึก คือต้นแบบของการตกแต่งผนังทั้งห้องให้เป็นภาพเดียว แนวคิดที่งานตกแต่งภายในยังหยิบมาใช้จนถึงวันนี้

จิตรกรรมสไตล์ที่สอง วิลลาแห่งความลึกลับ ปอมเปอีราว 60 ปีก่อนคริสตกาลที่มา: Wikimedia Commons

Designers

นักออกแบบคนสำคัญ

อิกทินอส (Iktinos)

ทำงานราว 450–420 ปีก่อนคริสตกาล

สถาปนิกผู้คำนวณสัดส่วนพาร์เธนอนจนดูสมบูรณ์แบบด้วยตาเปล่า

สถาปนิกชาวกรีกผู้ออกแบบวิหารพาร์เธนอนร่วมกับคัลลิเครทีส เขาใส่การแก้ทัศนียภาพอันแยบยลลงในทุกเส้น ทั้งเสาที่เอนเข้าเล็กน้อย พื้นที่โค้งนูน และเสามุมที่หนากว่าปกติ เพื่อลวงตามนุษย์ให้เห็นอาคารตรงสมบูรณ์แบบ เขาพิสูจน์ว่าความงามที่แท้จริงเกิดจากการคำนวณ ไม่ใช่ความบังเอิญ และวางมาตรฐานสัดส่วนที่สถาปนิกยึดถือต่อมาอีกสองพันปี

  • วิหารพาร์เธนอน

วิทรูเวียส (Vitruvius)

ราว 80–15 ปีก่อนคริสตกาล

ผู้เขียนตำราสถาปัตยกรรมเล่มแรกของโลกที่ยังมีอิทธิพลถึงวันนี้

สถาปนิกและวิศวกรชาวโรมันผู้เขียน De Architectura ตำราสถาปัตยกรรมเล่มเดียวจากยุคโบราณที่รอดมาถึงเรา เขาสรุปว่างานออกแบบที่ดีต้องมีสามอย่างครบคือมั่นคง ใช้ได้จริง และงดงาม หลักคิดนี้กลายเป็นหัวใจของการออกแบบทุกแขนงจนถึงปัจจุบัน และภาพ Vitruvian Man ของดาวินชีก็วาดขึ้นจากทฤษฎีสัดส่วนร่างกายของเขานั่นเอง

  • ตำรา De Architectura

ฟีเดียส (Phidias)

ราว 480–430 ปีก่อนคริสตกาล

ประติมากรผู้กำกับงานประดับตกแต่งพาร์เธนอนทั้งหมด

ประติมากรผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของกรีกคลาสสิก ผู้ควบคุมงานประติมากรรมประดับวิหารพาร์เธนอนทั้งหมด ทั้งแถบสลักขบวนแห่และรูปสลักหน้าจั่ว เขาปั้นรูปเทพซุสที่โอลิมเปียซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ งานของเขากำหนดมาตรฐานว่าประติมากรรมประดับสถาปัตยกรรมควรกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับตัวอาคารอย่างไร

  • ประติมากรรมประดับพาร์เธนอน
  • รูปเทพซุสแห่งโอลิมเปีย

Notes

เกร็ดน่ารู้ของยุค

รู้หรือไม่?

พาร์เธนอนแทบไม่มีเส้นตรงจริงเลยสักเส้น ทุกเส้นถูกดัดให้โค้งเล็กน้อยเพื่อหลอกตามนุษย์ให้เห็นเป็นเส้นตรงสมบูรณ์แบบ ถ้าสร้างตรงจริง ๆ ตาเราจะเห็นมันแอ่นและคอด

รู้หรือไม่?

บ้านโรมันหลายหลังมีระบบทำความร้อนใต้พื้นเรียกว่าไฮโปคอสต์ เป่าลมร้อนจากเตาเข้าไปในช่องว่างใต้พื้นและในผนัง เป็นระบบทำความอบอุ่นที่ล้ำหน้ากว่ายุโรปยุคหลังจากนั้นเป็นพันปี

รู้หรือไม่?

วิหารกรีกและโรมันที่เราเห็นเป็นหินอ่อนขาวสะอาดนั้น จริง ๆ แล้วเดิมทาสีสดจัดจ้านทั้งแดง น้ำเงิน และทอง ภาพ "ความคลาสสิกสีขาว" เป็นความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นเพราะสีลอกหลุดไปตามกาลเวลา

Thailand

ร่องรอยในเมืองไทย

งานคลาสสิกกรีก-โรมันเข้ามาในไทยผ่านยุคอาณานิคมและการปฏิรูปสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อสยามรับสถาปัตยกรรมตะวันตกมาใช้กับอาคารราชการเพื่อประกาศความศิวิไลซ์ พระที่นั่งอนันตสมาคมคือตัวอย่างที่ชัดที่สุด ทั้งโดมแบบแพนธีออนและเสาคอรินเธียนหินอ่อน อาคารสำคัญอย่างหอสมุดและธนาคารเก่าย่านเยาวราชและบางรักก็นิยมหน้าจั่วสามเหลี่ยมและเสาแบบกรีก จนถึงวันนี้บ้านและโรงแรมสไตล์ที่คนไทยเรียกว่า "คลาสสิกยุโรป" ที่มีเสาโรมันและบัวปูนปั้น ก็ล้วนสืบสายมาจากไวยากรณ์การออกแบบที่กรีกและโรมันวางไว้เมื่อสองพันปีก่อนทั้งสิ้น

Era 03/14

โกธิกและยุคกลาง (Gothic & Medieval)

คริสต์ศตวรรษที่ 12–15

โบสถ์แซ็งต์-ชาแปล กรุงปารีส — ผนังหายไปกลายเป็นกระจกสีทั้งห้อง

ที่มา: Wikimedia Commons

Overview

ทำความรู้จักยุคนี้

ยุคกลางคือยุคที่ศาสนาครองทุกลมหายใจของผู้คน และงานออกแบบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจึงทุ่มไปที่โบสถ์ ช่วงต้นสถาปัตยกรรมยังหนาทึบมืดทึม ผนังหนาเพื่อรับน้ำหนักหลังคา ช่องหน้าต่างจึงเล็กและในโบสถ์มืดสลัว จนกระทั่งช่างยุคโกธิกค้นพบสามสิ่งที่พลิกโลก คือซุ้มโค้งแหลม โครงหลังคาซี่โครง และค้ำยันปีกนอกอาคาร ทั้งสามอย่างช่วยถ่ายน้ำหนักลงจุดเฉพาะ ทำให้ผนังไม่ต้องรับน้ำหนักอีกต่อไป ผนังทึบจึงถูกแทนที่ด้วยกระจกสีบานมหึมา แสงสีอัญมณีสาดเข้ามาราวกับสวรรค์ลงมาสัมผัสโลก ส่วนชีวิตของคนทั่วไปหมุนรอบปราสาทและคฤหาสน์ ที่มีห้องโถงใหญ่เป็นหัวใจ ใช้กินเลี้ยง ต้อนรับ และนอนรวมกัน เฟอร์นิเจอร์ยังน้อยชิ้นแต่แข็งแรงและแกะสลักลวดลาย ผ้าทอแขวนผนังทำหน้าที่ทั้งกันหนาวและอวดฐานะ นี่คือยุคที่งานช่างฝีมือของกิลด์รุ่งเรืองที่สุดในประวัติศาสตร์ยุโรป

องค์ประกอบที่เป็นลายเซ็น

  • ซุ้มโค้งแหลม (pointed arch)
  • โครงหลังคาโค้งซี่โครง (rib vault)
  • ค้ำยันปีกนอกอาคาร (flying buttress)
  • กระจกสีบานใหญ่และหน้าต่างกุหลาบ (stained glass & rose window)
  • ลวดลายฉลุหินและลายกลีบสามแฉก (tracery & trefoil)
  • ผ้าทอแขวนผนังกันหนาวและอวดฐานะ (tapestry)
  • เฟอร์นิเจอร์ไม้โอ๊กแกะสลักโครงหนา เช่น หีบและม้านั่งยาว
  • โถงกินเลี้ยงเพดานโครงไม้เปิดเผย (great hall)

Architecture

สถาปัตยกรรมของยุค

มหาวิหารน็อทร์-ดามแห่งปารีสค.ศ. 1163–1345 · ปารีส ฝรั่งเศสที่มา: Wikimedia Commons

มหาวิหารน็อทร์-ดามแห่งปารีส

ค.ศ. 1163–1345

มหาวิหารโกธิกที่โด่งดังที่สุดในโลก หน้าจั่วสมมาตรสองหอคอย หน้าต่างกุหลาบขนาดยักษ์ และค้ำยันปีกที่โอบรอบตัวอาคารด้านหลัง แสดงโครงสร้างโกธิกอย่างครบถ้วน จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของกรุงปารีสและงานโกธิกทั้งมวล

มหาวิหารโคโลญ ประเทศเยอรมนีค.ศ. 1248–1880 · โคโลญ เยอรมนีที่มา: Wikimedia Commons

มหาวิหารโคโลญ

ค.ศ. 1248–1880

มหาวิหารโกธิกที่ก่อสร้างยาวนานกว่าหกร้อยปี สองหอคอยแหลมสูงกว่า 157 เมตร เคยเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลก ทุกตารางนิ้วของหน้าจั่วเต็มไปด้วยยอดแหลมและลวดลายฉลุหิน คือความหมกมุ่นในการดึงสายตาคนขึ้นสู่เบื้องบน

Art

ศิลปะที่หล่อหลอมยุค

หน้าต่างกุหลาบด้านเหนือ น็อทร์-ดามแห่งปารีสราว ค.ศ. 1250 · ปารีส ฝรั่งเศสที่มา: Wikimedia Commons

หน้าต่างกุหลาบด้านเหนือ น็อทร์-ดาม

ราว ค.ศ. 1250

หน้าต่างกลมเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบ 13 เมตร ประกอบกระจกสีนับพันชิ้นเป็นดอกกุหลาบเบ่งบานรอบพระแม่มารี ช่างยุคกลางใช้กระจกสีแทนภาพวาด เพื่อเล่าเรื่องศาสนาให้คนที่อ่านหนังสือไม่ออกเข้าใจได้ด้วยแสงและสี

Interiors

ห้องและบรรยากาศของยุค

โถงกลางมหาวิหารชาร์ตร์ — เพดานโค้งซี่โครงยกสายตาขึ้นสู่ฟ้าชาร์ตร์ ฝรั่งเศสที่มา: Wikimedia Commons
ห้องโถงใหญ่ปราสาทสโตกเซย์ อังกฤษ — หัวใจของบ้านยุคกลางชรอปเชียร์ อังกฤษที่มา: Wikimedia Commons
ห้องโถงใหญ่ปราสาทวินเชสเตอร์ — ที่แขวนโต๊ะกลมในตำนานกษัตริย์อาเธอร์วินเชสเตอร์ อังกฤษที่มา: Wikimedia Commons

Icons

ผลงานไอคอนิกประจำยุค

ผ้าทอ La Dame à la licorne (สตรีกับยูนิคอร์น)

ราว ค.ศ. 1500

ชุดผ้าทอหกผืนเล่าเรื่องผัสสะทั้งห้าและความปรารถนา พื้นแดงชาดโรยดอกไม้และสัตว์เล็ก ๆ เต็มผืนแบบ mille-fleurs หญิงสาวยืนกับสิงโตและยูนิคอร์น คือสุดยอดงานผ้าทอยุคกลางที่ทำหน้าที่ทั้งของตกแต่งและฉนวนกันหนาวให้ห้องหิน

ผ้าทอสตรีกับยูนิคอร์น ผืน Mon seul désir พิพิธภัณฑ์คลูนีราว ค.ศ. 1500 · พิพิธภัณฑ์คลูนี ปารีสที่มา: Wikimedia Commons

หีบไม้โอ๊กแกะสลักสไตล์โกธิก

คริสต์ศตวรรษที่ 15

หีบคือเฟอร์นิเจอร์ที่สำคัญที่สุดของยุคกลาง ใช้ทั้งเก็บของ นั่ง และเป็นเตียง หน้าหีบแกะลายฉลุซุ้มโค้งแหลมและกลีบสามแฉกเหมือนย่อส่วนหน้าต่างโบสถ์มาไว้บนไม้ ครอบครัวมั่งมีจะขนหีบติดตัวเวลาย้ายปราสาท

หีบไม้โอ๊กแกะสลักสไตล์โกธิกคริสต์ศตวรรษที่ 15ที่มา: Wikimedia Commons

หนังสือชั่วโมง Très Riches Heures หน้าเดือนมกราคม

ราว ค.ศ. 1412–1416

หนังสือสวดที่วิจิตรที่สุดในโลก วาดด้วยมือลงบนหนังสัตว์ ใช้ทองคำเปลวและสีน้ำเงินลาพิสราคาแพงกว่าทอง หน้าเดือนมกราคมเผยภาพงานเลี้ยงในห้องโถง ทั้งผ้าทอ เตาผิง และการจัดโต๊ะ กลายเป็นหลักฐานล้ำค่าว่าคนยุคกลางตกแต่งและใช้ห้องกันอย่างไร

Très Riches Heures หน้าเดือนมกราคมราว ค.ศ. 1412–1416ที่มา: Wikimedia Commons

Designers

นักออกแบบคนสำคัญ

อธิการซูเฌร์ (Abbot Suger)

ราว ค.ศ. 1081–1151

ผู้จุดประกายสถาปัตยกรรมโกธิกขึ้นเป็นครั้งแรกที่โบสถ์แซ็งต์-เดอนี

เจ้าอาวาสแห่งอารามแซ็งต์-เดอนีใกล้ปารีส ผู้เชื่อว่าแสงสว่างคือทางเข้าสู่พระเจ้า เขาสั่งบูรณะโบสถ์ด้วยแนวคิดใหม่ ให้ผนังบางลงและเปิดช่องกระจกสีให้ใหญ่ที่สุด จนแสงสาดเต็มโบสถ์เป็นครั้งแรก งานนี้กลายเป็นต้นแบบที่มหาวิหารทั่วยุโรปแห่ต่อกันสร้างตาม เขาจึงได้ชื่อว่าเป็นบิดาของสถาปัตยกรรมโกธิก แม้ตัวเขาไม่ได้เป็นช่างก่อสร้างเองก็ตาม

  • โบสถ์แอบบีย์แซ็งต์-เดอนี

วียาร์ เดอ ออนกูร์ (Villard de Honnecourt)

ทำงานราว ค.ศ. 1225–1250

เจ้าของสมุดสเก็ตช์ที่เผยวิธีคิดของช่างก่อสร้างยุคกลาง

ช่างและนักเดินทางชาวฝรั่งเศสผู้ทิ้งสมุดสเก็ตช์เล่มหนึ่งที่รอดมาถึงเรา เต็มไปด้วยภาพร่างมหาวิหาร กลไกเครื่องกล รูปคน และเรขาคณิตสำหรับออกแบบ สมุดเล่มนี้เป็นหน้าต่างหายากที่ให้เราเห็นว่าช่างยุคกลางเรียนรู้และถ่ายทอดความรู้กันอย่างไร ก่อนยุคที่มีตำราหรือแบบพิมพ์เขียว จึงมีค่าต่อการเข้าใจงานออกแบบโกธิกอย่างยิ่ง

  • สมุดสเก็ตช์ยุคกลาง

เพเทอร์ พาร์เลอร์ (Peter Parler)

ค.ศ. 1333–1399

ปรมาจารย์ช่างผู้พัฒนาโกธิกให้พลิ้วไหวและซับซ้อนขึ้น

ปรมาจารย์ช่างก่อสร้างชาวเยอรมันผู้ดูแลงานมหาวิหารเซนต์ไวตัสและสะพานชาร์ลส์ในกรุงปราก เขาคิดค้นลวดลายหลังคาโค้งแบบตาข่ายที่พลิ้วไหวกว่าเดิม และนำภาพเหมือนบุคคลจริงมาประดับอาคารศักดิ์สิทธิ์เป็นครั้งแรก ตระกูลพาร์เลอร์กลายเป็นราชวงศ์ช่างที่ครองงานก่อสร้างยุโรปกลางหลายชั่วอายุคน และผลักดันโกธิกสู่ยุคปลายที่วิจิตรที่สุด

  • มหาวิหารเซนต์ไวตัส ปราก
  • สะพานชาร์ลส์

Notes

เกร็ดน่ารู้ของยุค

รู้หรือไม่?

กระจกสียุคกลางสีแดงและน้ำเงินเข้มบางบานทำจากการผสมทองคำและโคบอลต์ลงในเนื้อแก้ว จึงแพงมหาศาล และเป็นเหตุผลที่โบสถ์ใช้เวลาสร้างเป็นร้อยปี เพราะต้องรอทุนสร้างทีละส่วน

รู้หรือไม่?

คำว่า "โกธิก" เดิมเป็นคำด่า นักวิจารณ์ยุคเรอเนซองส์ใช้เรียกสไตล์นี้อย่างเหยียดว่าเป็นของ "พวกกอธ" คนป่าเถื่อน กว่าจะกลายเป็นคำชื่นชมก็อีกหลายร้อยปีต่อมา

รู้หรือไม่?

ห้องโถงใหญ่ในปราสาทยุคกลางแทบไม่มีเฟอร์นิเจอร์ประจำที่ โต๊ะเป็นแผ่นไม้วางบนขาหยั่งที่รื้อเก็บได้ พอกินเลี้ยงเสร็จก็ยกออกเพื่อใช้พื้นที่นอนหรือจัดงานอื่น เป็นแนวคิดห้องอเนกประสงค์ตั้งแต่เจ็ดร้อยปีก่อน

Thailand

ร่องรอยในเมืองไทย

สถาปัตยกรรมโกธิกเดินทางมาถึงไทยพร้อมมิชชันนารีและช่างตะวันตกในสมัยรัตนโกสินทร์ โบสถ์คริสต์หลายแห่งสร้างแบบโกธิกแท้ ๆ ที่คนไทยคุ้นตาที่สุดคืออาสนวิหารอัสสัมชัญและโบสถ์ซางตาครู้สย่านกะดีจีน ที่มีซุ้มโค้งแหลม หน้าต่างกระจกสี และเพดานโค้งสูง ส่วนวัดพุทธก็รับอิทธิพลนี้แบบผสม เช่น วัดนิเวศธรรมประวัติที่บางปะอิน ซึ่งรัชกาลที่ 5 โปรดให้สร้างเป็นทรงโกธิกทั้งหลังแต่ประดิษฐานพระพุทธรูปข้างใน กลายเป็นภาพที่แปลกตาและงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

Era 04/14

เรอเนซองส์ (Renaissance)

คริสต์ศตวรรษที่ 15–17

ซาโลเนเดยชิงเควเชนโต ปาลัซโซเวกกิโอ ฟลอเรนซ์ — ห้องที่ออกแบบมาเพื่ออวดอำนาจของตระกูลเมดิชี

ที่มา: Wikimedia Commons

Overview

ทำความรู้จักยุคนี้

หลังยุคกลางที่ทุกอย่างหมุนรอบศาสนา ชาวอิตาลีในศตวรรษที่ 15 หันกลับไปหลงใหลความรุ่งเรืองของกรีกและโรมันอีกครั้ง จนเกิดยุคที่เรียกว่าการเกิดใหม่หรือเรอเนซองส์ คราวนี้ศูนย์กลางไม่ใช่โบสถ์ แต่เป็นคหบดีพ่อค้าผู้ร่ำรวยอย่างตระกูลเมดิชีแห่งฟลอเรนซ์ ที่แข่งกันสร้างวังหรือปาลัซโซให้งดงามเพื่ออวดฐานะและรสนิยม สถาปนิกรื้อฟื้นเสาคลาสสิก ความสมมาตร และสัดส่วนตามหลักคณิตศาสตร์ พร้อมค้นพบทฤษฎีทัศนียภาพที่ทำให้วาดภาพลึกสมจริงได้เป็นครั้งแรก บ้านของคนรวยกลายเป็นแกลเลอรีมีชีวิต ผนังและเพดานเต็มไปด้วยจิตรกรรม เฟอร์นิเจอร์อย่างหีบแต่งงานถูกวาดภาพราวกับงานศิลปะ และห้องทำงานส่วนตัวหรือสตูดิโอโลกลายเป็นสัญลักษณ์ของคนมีการศึกษา นี่คือยุคแรกที่การตกแต่งบ้านถูกยกให้เป็นศาสตร์และศิลป์ที่ต้องเรียนรู้ ไม่ใช่แค่เรื่องของฐานะอย่างเดียว

องค์ประกอบที่เป็นลายเซ็น

  • ความสมมาตรและสัดส่วนตามหลักคณิตศาสตร์ (proportion & symmetry)
  • เสาคลาสสิกและหน้าจั่วรื้อฟื้นจากกรีก-โรมัน (classical orders)
  • จิตรกรรมเพดานและผนังแบบลวงตา (fresco & trompe-l'oeil)
  • โดมและซุ้มโค้งครึ่งวงกลม (dome & round arch)
  • หีบแต่งงานวาดภาพและปิดทอง (cassone)
  • เก้าอี้ขากรรไกรพับได้ซาโวนาโรลา (Savonarola chair)
  • งานไม้ฝังลายภาพลวงตาในห้องทำงาน (intarsia / studiolo)
  • เพดานไม้เป็นช่องสี่เหลี่ยมประดับลาย (coffered ceiling)

Architecture

สถาปัตยกรรมของยุค

โดมมหาวิหารซานตามาเรียเดลฟิโอเร ฟลอเรนซ์ค.ศ. 1420–1436 · ฟลอเรนซ์ อิตาลีที่มา: Wikimedia Commons

โดมมหาวิหารฟลอเรนซ์

ค.ศ. 1420–1436

โดมอิฐยักษ์ของบรูเนลเลสกีที่ครอบมหาวิหารฟลอเรนซ์ ก่อขึ้นโดยไม่ใช้นั่งร้านค้ำกลางเลย ด้วยเทคนิคเรียงอิฐก้างปลาที่คิดค้นขึ้นใหม่ ยังเป็นโดมก่ออิฐที่ใหญ่ที่สุดในโลกจนถึงวันนี้ และเป็นสัญญาณเปิดฉากยุคเรอเนซองส์อย่างเป็นทางการ

วิลลาโรตอนดา เมืองวิเชนซา โดยอันเดรอา ปัลลาดีโอค.ศ. 1567–1592 · วิเชนซา อิตาลีที่มา: Wikimedia Commons

วิลลาโรตอนดา

ค.ศ. 1567–1592

บ้านพักตากอากาศของปัลลาดีโอที่สมมาตรสมบูรณ์แบบทั้งสี่ด้าน แต่ละด้านมีมุขเสาแบบวิหารกรีกและโดมกลางบ้าน แนวคิดบ้านทรงสมมาตรมีมุขเสานี้ถูกลอกไปทั่วโลก ตั้งแต่คฤหาสน์อังกฤษจนถึงทำเนียบขาวสหรัฐฯ

Art

ศิลปะที่หล่อหลอมยุค

เพดานโบสถ์น้อยซิสทีน โดยมีเกลันเจโลค.ศ. 1508–1512 · นครวาติกันที่มา: Wikimedia Commons

เพดานโบสถ์น้อยซิสทีน

ค.ศ. 1508–1512

จิตรกรรมเพดานกว่าห้าร้อยตารางเมตรที่มีเกลันเจโลนอนหงายวาดคนเดียวเกือบสี่ปี เล่าเรื่องการสร้างโลกด้วยรูปคนกว่าสามร้อยองค์ พลิกความคิดว่าเพดานเป็นแค่พื้นที่ว่าง ให้กลายเป็นผืนผ้าใบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งของมนุษยชาติ

Interiors

ห้องและบรรยากาศของยุค

เพดานห้องกาเมราเดยยสโปซี มันตัว โดยมันเตญญา — เพดานลวงตาช่องแรกของโลกมันตัว อิตาลีที่มา: Wikimedia Commons
ภายในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ นครวาติกัน — เรอเนซองส์ขั้นสูงสุดนครวาติกันที่มา: Wikimedia Commons
บันไดห้องสมุดลอเรนเชียน ฟลอเรนซ์ โดยมีเกลันเจโล — บันไดที่ออกแบบเหมือนประติมากรรมฟลอเรนซ์ อิตาลีที่มา: Wikimedia Commons

Icons

ผลงานไอคอนิกประจำยุค

หีบแต่งงานคาสโซเน

ราว ค.ศ. 1480

หีบไม้ขนาดใหญ่ที่เจ้าสาวชาวอิตาลีใช้บรรจุสินสอดและผ้าเข้าเรือน ด้านหน้าวาดภาพเรื่องราวคลาสสิกหรือปิดทองอย่างวิจิตร คาสโซเนคือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญที่สุดของบ้านเรอเนซองส์ ทำหน้าที่ทั้งเก็บของ เป็นม้านั่ง และประกาศฐานะของสองตระกูลที่แต่งดอง

หีบแต่งงานคาสโซเน อุมเบรีย อิตาลีราว ค.ศ. 1480ที่มา: Wikimedia Commons

เก้าอี้ซาโวนาโรลา

คริสต์ศตวรรษที่ 16

เก้าอี้ไม้ขากรรไกรพับได้ ประกอบจากซี่ไม้โค้งไขว้กันหลายซี่ รับกันเป็นที่นั่งและพนัง เบาแต่แข็งแรงและพับเก็บได้ ขุนนางและพระชั้นสูงนิยมใช้ กลายเป็นหนึ่งในเก้าอี้ที่จดจำได้ทันทีที่สุดของยุคเรอเนซองส์ และยังผลิตขายในชื่อเดิมจนถึงวันนี้

เก้าอี้ซาโวนาโรลา คริสต์ศตวรรษที่ 16คริสต์ศตวรรษที่ 16ที่มา: Wikimedia Commons

Designers

นักออกแบบคนสำคัญ

ฟีลิปโป บรูเนลเลสกี (Filippo Brunelleschi)

ค.ศ. 1377–1446

ผู้เปิดฉากเรอเนซองส์ด้วยโดมฟลอเรนซ์และทฤษฎีทัศนียภาพ

ช่างทองผู้ผันตัวมาเป็นสถาปนิก ผู้แก้โจทย์ที่ไม่มีใครทำได้มากว่าร้อยปี คือการสร้างโดมครอบมหาวิหารฟลอเรนซ์โดยไม่ใช้นั่งร้านค้ำกลาง เขายังค้นพบกฎทัศนียภาพเชิงเส้นที่ทำให้จิตรกรวาดภาพลึกสมจริงได้เป็นครั้งแรก การค้นพบนี้เปลี่ยนวิธีที่มนุษย์มองและวาดพื้นที่ไปตลอดกาล และทำให้เขาได้ชื่อว่าเป็นบิดาของสถาปัตยกรรมเรอเนซองส์

  • โดมมหาวิหารฟลอเรนซ์
  • โบสถ์ซานโลเรนโซ

อันเดรอา ปัลลาดีโอ (Andrea Palladio)

ค.ศ. 1508–1580

สถาปนิกที่มีอิทธิพลต่อการออกแบบบ้านมากที่สุดในประวัติศาสตร์

สถาปนิกชาวเวเนโตผู้ออกแบบวิลลาสมมาตรงดงามทั่วแคว้น และเขียนตำรา Four Books of Architecture ที่กลายเป็นคัมภีร์ของสถาปนิกทั่วโลก แนวคิดบ้านทรงสมมาตรมีมุขเสาแบบวิหารของเขา ถูกนำไปสร้างต่อในอังกฤษและอเมริกาจนเกิดสไตล์พัลลาเดียน เขาพิสูจน์ว่าความงามคลาสสิกใช้กับบ้านคนธรรมดาได้ ไม่จำกัดแค่วิหารหรือวัง อิทธิพลของเขายังอยู่ในบ้านสไตล์คลาสสิกทุกหลังจนถึงวันนี้

  • วิลลาโรตอนดา
  • ตำรา Four Books of Architecture

มีเกลันเจโล บัวนาร์โรตี (Michelangelo Buonarroti)

ค.ศ. 1475–1564

อัจฉริยะผู้เป็นทั้งประติมากร จิตรกร และสถาปนิกในคนเดียว

ศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก ผู้ทั้งแกะสลักรูปเดวิด วาดเพดานซิสทีน และออกแบบสถาปัตยกรรม เขาปฏิวัติงานออกแบบภายในด้วยบันไดห้องสมุดลอเรนเชียนที่ไหลลื่นเหมือนประติมากรรม และคุมงานสร้างโดมมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ในบั้นปลายชีวิต เขาทำให้เส้นแบ่งระหว่างสถาปัตยกรรมกับประติมากรรมเลือนหายไป และปูทางสู่ยุคบาโรกที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวและอารมณ์

  • เพดานซิสทีน
  • บันไดห้องสมุดลอเรนเชียน
  • โดมเซนต์ปีเตอร์

Notes

เกร็ดน่ารู้ของยุค

รู้หรือไม่?

มีเกลันเจโลไม่ได้นอนหงายวาดเพดานซิสทีนอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ยืนแหงนหน้าวาดบนนั่งร้านสูง จนปวดคอและตาจนเขียนบทกวีบ่นถึงความทรมานนี้ไว้เลย

รู้หรือไม่?

โดมฟลอเรนซ์ของบรูเนลเลสกีใช้อิฐกว่าสี่ล้านก้อน หนักหลายหมื่นตัน แต่เขาปฏิเสธที่จะเปิดเผยวิธีก่อสร้าง ทำแบบจำลองแบบกั๊กข้อมูล เพราะกลัวคู่แข่งขโมยความคิด นับเป็นการหวงความรู้เชิงวิศวกรรมยุคแรก ๆ

รู้หรือไม่?

หีบคาสโซเนบางใบมีค่ามากจนเมื่อครอบครัวเลิกใช้ ช่างจะเลื่อยเอาเฉพาะแผงภาพวาดด้านหน้าไปใส่กรอบขายเป็นภาพเขียน ทุกวันนี้แผงคาสโซเนหลายชิ้นจึงแขวนอยู่ในพิพิธภัณฑ์ในฐานะภาพศิลปะ ไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์

Thailand

ร่องรอยในเมืองไทย

เรอเนซองส์เข้ามาไทยชัดเจนที่สุดในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อสยามจ้างสถาปนิกอิตาลีมาออกแบบอาคารหลวงตามแบบตะวันตก พระที่นั่งอนันตสมาคมคือผลงานชิ้นเอก ทั้งโดมกลางแบบเรอเนซองส์ เสาหินอ่อน และจิตรกรรมเพดานที่ช่างอิตาลีวาด กลายเป็นอาคารแบบเรอเนซองส์-นีโอคลาสสิกที่สมบูรณ์ที่สุดในไทย นอกจากนี้แนวคิดบ้านทรงสมมาตรมีมุขเสาแบบพัลลาเดียนก็ส่งอิทธิพลถึงคฤหาสน์และตึกแถวเก่าย่านเจริญกรุง รวมถึงบ้านเจ้าสัวยุคเก่าที่ยังมีเสาโรมันและหน้าจั่วสามเหลี่ยมให้เห็นจนถึงวันนี้

Era 05/14

บาโรกและรอคโคโค (Baroque & Rococo)

คริสต์ศตวรรษที่ 17–18

ห้องกระจกแห่งแวร์ซาย — หัวใจของความอลังการยุคบาโรก

ที่มา: Wikimedia Commons

Overview

ทำความรู้จักยุคนี้

หลังคริสต์ศตวรรษที่ 17 ยุโรปอยู่ใต้อำนาจของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่และศาสนจักรที่ต้องการเรียกศรัทธากลับคืน ทั้งสองใช้ ‘ความอลังการ’ เป็นเครื่องมือ พระราชวังและโบสถ์จึงถูกออกแบบให้ตะลึงตั้งแต่ก้าวแรก เพดานเขียนภาพลวงตาให้เหมือนสวรรค์เปิดออก ทองคำเปลวหุ้มทุกขอบ และกระจกเงาบานใหญ่ (เทคโนโลยีใหม่จากเวนิส) สะท้อนแสงเทียนจนห้องทั้งห้องเรืองรอง นี่คือบาโรก สถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาเพื่อสะกดคนดู เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 สิ้นพระชนม์ เหล่าขุนนางย้ายจากแวร์ซายกลับเข้าคฤหาสน์ในปารีส แล้วก็เริ่มเบื่อความเป็นทางการ ห้องจึงเล็กลง เบาลง และเป็นส่วนตัวขึ้น กลายเป็นรอคโคโค ที่เต็มไปด้วยเส้นโค้งอ่อนช้อยรูปเปลือกหอย สีพาสเทลหวานตา และห้องรับแขก (salon) ที่ผู้หญิงเป็นเจ้าภาพ ยุคนี้คือครั้งแรกที่ ‘ความสบายและรสนิยมส่วนตัว’ เริ่มสำคัญพอ ๆ กับการอวดฐานะ

องค์ประกอบที่เป็นลายเซ็น

  • เพดานเขียนภาพลวงตา (trompe-l'oeil / ceiling fresco)
  • ทองคำเปลวและปูนปั้นปิดทอง (gilding / ormolu)
  • กระจกเงาบานใหญ่รับแสงเทียน
  • เส้นโค้งรูปเปลือกหอยอสมมาตร (rocaille)
  • สีพาสเทลอ่อนหวาน (รอคโคโค) ตัดกับสีเข้ม-ทองอลังการ (บาโรก)
  • เฟอร์นิเจอร์ขาโค้ง cabriole และตู้ทรงป่อง (bombé)
  • ห้องเรียงต่อเป็นแนวยาว (enfilade) และบันไดใหญ่อลังการ
  • โคมระย้าคริสตัลและภาพเขียนสีน้ำมันเต็มผนัง

Architecture

สถาปัตยกรรมของยุค

เสาโค้งลานเซนต์ปีเตอร์ นครวาติกัน1667 · นครวาติกันที่มา: Wikimedia Commons

เสาโค้งลานหน้ามหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (St. Peter's Colonnade)

1667

แบร์นินีออกแบบแนวเสาหินสี่แถวโค้งโอบลานกว้างราวกับ ‘อ้อมแขนของศาสนจักร’ ที่กางออกรับผู้ศรัทธา จุดเด่นคือเมื่อยืนถูกตำแหน่ง เสาทั้งสี่แถวจะซ้อนกันเหลือแถวเดียวราวมายากล เป็นบทเรียนว่าบาโรกไม่ได้อลังการเพื่อความสวยเท่านั้น แต่เพื่อกำกับความรู้สึกของคนที่เดินเข้าไป

พระราชวัง Zwinger เมืองเดรสเดน1728 · เดรสเดน เยอรมนีที่มา: Wikimedia Commons

พระราชวัง Zwinger เมืองเดรสเดน

1728

วังสำหรับจัดงานเลี้ยงและเทศกาลของราชสำนักแซกโซนี ลานกว้างล้อมด้วยศาลาและซุ้มประตูที่ประดับประติมากรรมแน่นทุกตารางนิ้ว นี่คือบาโรกฉบับเยอรมันที่สนุกและขี้เล่นกว่าของฝรั่งเศส ออกแบบมาเพื่อความรื่นเริงล้วน ๆ ไม่ใช่การประกาศอำนาจแบบราชสำนักหลวง

Art

ศิลปะที่หล่อหลอมยุค

The Swing (1767) โดย Jean-Honoré Fragonard1767ที่มา: Wikimedia Commons

The Swing (ชิงช้า) โดย Fragonard

1767

ภาพหญิงสาวไกวชิงช้าจนรองเท้าปลิวหลุด ท่ามกลางสวนเขียวครึ้ม คือหัวใจของรสนิยมรอคโคโค เบา ขี้เล่น และแฝงความกรุ้มกริ่ม ฟราโกนาร์ใช้สีพาสเทลและแสงกระจายนุ่มจนภาพดูฟูฟ่องเหมือนขนมหวาน สะท้อนโลกของชนชั้นสูงฝรั่งเศสก่อนการปฏิวัติที่ใช้ชีวิตราวกับงานเลี้ยงไม่รู้จบ

Interiors

ห้องและบรรยากาศของยุค

ห้องกระจก Amalienburg เมืองมิวนิก — รอคโคโคที่งามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกมิวนิก เยอรมนีที่มา: Wikimedia Commons
Salon de la Princesse กรุงปารีส — ห้องรับแขกรอคโคโคต้นตำรับปารีส ฝรั่งเศสที่มา: Wikimedia Commons
ห้องสมุดอาราม Melk ประเทศออสเตรียเมลค์ ออสเตรียที่มา: Wikimedia Commons
โบสถ์ Ottobeuren — บาโรก-รอคโคโคแห่งศรัทธาบาวาเรีย เยอรมนีที่มา: Wikimedia Commons

Icons

ผลงานไอคอนิกประจำยุค

ตู้ลิ้นชักทรงป่อง (Rococo Commode) โดย Charles Cressent

ราว 1745

ตู้ลิ้นชักหน้าท้องโค้งป่อง (bombé) ผลงานของชาร์ล เครสซองต์ ช่างเอกยุคหลุยส์ที่ 15 ผิวฝังลายไม้มีค่าและหุ้มมุมด้วยทองสัมฤทธิ์หล่อ (ormolu) วิจิตร ทุกเส้นโค้งไหลต่อเนื่องไม่มีมุมแข็ง ราวกับเฟอร์นิเจอร์กำลังละลาย คือการอวดฝีมือช่างที่สุดของยุครอคโคโค

Commode โดย Charles Cressent (ราว 1745)ราว 1745ที่มา: Wikimedia Commons

ตุ๊กตากระเบื้อง Meissen รูป Harlequin

ราว 1738

ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ Meissen รูปตัวตลก Harlequin จากละครอิตาลี เกิดในยุคที่ยุโรปเพิ่งไขความลับการทำพอร์ซเลนเนื้อแกร่งแบบจีนได้สำเร็จ ของกระจุกกระจิกสีสดใสแบบนี้คือของสะสมสุดหรูที่ขุนนางรอคโคโคตั้งอวดบนหิ้ง เพื่อบอกว่าตนทั้งรวยและมีรสนิยมทันสมัย

ตุ๊กตา Meissen รูป Harlequin (ราว 1738)ราว 1738ที่มา: Wikimedia Commons

Designers

นักออกแบบคนสำคัญ

Gian Lorenzo Bernini

1598–1680

ผู้กำกับภาพรวมของกรุงโรมยุคบาโรก ที่รวมสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และแสงเป็นฉากเดียว

ประติมากร สถาปนิก และผู้กำกับภาพรวมของกรุงโรมยุคบาโรก แบร์นินีเชื่อว่างานศิลป์ต้องทำให้คนดู ‘รู้สึก’ ไม่ใช่แค่มอง เขาออกแบบทั้งเสาหินโค้งโอบลานหน้ามหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ แท่นบูชาทองสูงเท่าตึก และน้ำพุกลางเมือง โดยผสมสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และแสงธรรมชาติเข้าเป็นฉากละครชิ้นเดียว จนกรุงโรมทั้งเมืองกลายเป็นเวทีของศรัทธา อิทธิพลของเขาแผ่ไปทั่วยุโรปกว่าร้อยปี

  • เสาโค้งลานเซนต์ปีเตอร์
  • Baldachin แท่นบูชาทอง

André-Charles Boulle

1642–1732

ช่างทำเฟอร์นิเจอร์หลวงผู้ยกงานตู้และโต๊ะขึ้นเป็นงานศิลป์ชั้นสูง

ช่างทำเฟอร์นิเจอร์หลวงของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ผู้ยกงานตู้และโต๊ะขึ้นเป็นงานศิลป์ชั้นสูง เขาคิดค้นเทคนิคฝังลายด้วยทองเหลือง กระดองเต่า และไม้มีค่า (marquetry) จนเกิดลายที่เรียกกันว่า ‘Boulle work’ เฟอร์นิเจอร์ของเขาประดับด้วยทองสัมฤทธิ์หล่อ (ormolu) วิจิตรจนกลายเป็นของสะสมล้ำค่าประจำวังยุโรป และเป็นมาตรฐานความหรูที่ช่างรุ่นหลังพยายามไล่ตามมาตลอด

  • ตู้ marquetry ลาย Boulle
  • โต๊ะทรงป่องประดับ ormolu

François de Cuvilliés

1695–1768

ผู้นำรอคโคโคฝรั่งเศสมาสร้างที่เยอรมนีอย่างสุดขั้ว

สถาปนิกเชื้อสายฝรั่งเศส-เฟลมิชร่างเล็กที่เริ่มต้นเป็นตัวตลกในราชสำนักบาวาเรีย ก่อนได้ทุนไปเรียนสถาปัตยกรรมที่ปารีส เขานำรอคโคโคฉบับฝรั่งเศสกลับมาสร้างที่เยอรมนีอย่างสุดขั้ว ผลงานเอกคือศาลาล่าสัตว์ Amalienburg ที่ห้องกระจกทรงกลมประดับปูนปั้นสีเงินรูปนก ดอกไม้ และเปลือกหอย ไหลเลื่อนไปทั้งห้องราวกับความฝัน กลายเป็นหนึ่งในห้องรอคโคโคที่งามที่สุดในโลก

  • ห้องกระจก Amalienburg
  • โรงละคร Cuvilliés เมืองมิวนิก

Notes

เกร็ดน่ารู้ของยุค

รู้หรือไม่?

คำว่า ‘บาโรก’ (Baroque) เดิมเป็นคำด่า มาจากคำโปรตุเกส barroco ที่แปลว่า ‘ไข่มุกเบี้ยวรูปทรงประหลาด’ นักวิจารณ์รุ่นหลังใช้เรียกงานยุคนี้อย่างเหยียดว่าเวอร์เกินงาม กว่าจะกลายเป็นคำชื่นชมก็อีกหลายร้อยปีต่อมา

รู้หรือไม่?

ห้องกระจกที่แวร์ซายมีกระจกถึง 357 บาน ในยุคที่กระจกเงายังแพงกว่าทองคำ การถมกระจกทั้งห้องจึงคือการอวดความรวยที่โจ่งแจ้งที่สุดของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14

รู้หรือไม่?

คำว่า ‘รอคโคโค’ (Rococo) ก็เป็นคำล้อเลียนเช่นกัน ผสมจาก rocaille (งานตกแต่งด้วยหินกรวดและเปลือกหอย) กับ barocco เหล่าลูกศิษย์ยุคหลังบัญญัติขึ้นเพื่อเยาะสไตล์ที่พวกเขามองว่าฟุ้งเฟ้อไร้สาระ

Thailand

ร่องรอยในเมืองไทย

ความอลังการแบบยุโรปยุคนี้เดินทางถึงสยามตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ที่ทรงแลกคณะทูตกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งแวร์ซายในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4-5 ราชสำนักไทยรับกลิ่นอายบาโรก-รอคโคโคมาผสมกับงานช่างไทยอย่างชัดเจน เห็นได้จากพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทที่สวมยอดปราสาทไทยไว้บนตัวอาคารแบบตะวันตก และหมู่พระที่นั่งฝรั่งกลางน้ำที่พระราชวังบางปะอิน ส่วนการปิดทองประดับกระจกสีเต็มผนังพระอุโบสถและวัดไทย ก็ให้ความรู้สึก ‘ตะลึงด้วยแสงและทอง’ แบบเดียวกับที่บาโรกยุโรปตั้งใจสร้าง แม้จะงอกมาจากคนละรากวัฒนธรรมก็ตาม

Era 06/14

นีโอคลาสสิก (Neoclassicism)

กลางคริสต์ศตวรรษที่ 18–ต้น 19

ห้องสมุด Kenwood House กรุงลอนดอน — งานตกแต่งครบวงจรของ Robert Adam

ที่มา: Wikimedia Commons

Overview

ทำความรู้จักยุคนี้

กลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 นักโบราณคดีขุดพบเมืองปอมเปอีและเฮอร์คิวเลเนียมที่ถูกลาวาฝังไว้เกือบสองพันปี ทั้งยุโรปตื่นเต้นกับบ้านเรือน ข้าวของ และลายประดับของชาวโรมันโบราณที่โผล่ขึ้นมาทั้งเมือง ประจวบกับยุคแห่งเหตุผล (Enlightenment) ที่มองว่ารอคโคโคฟุ้งเฟ้อไร้แก่นสาร ผู้คนจึงหันกลับไปหาความสง่างามเรียบง่ายแบบกรีก-โรมัน ห้องยุคนี้จึงกลับมาสมมาตรเป๊ะ ขาเฟอร์นิเจอร์ตรงเรียวสอบ ประดับลายพวงมาลัย แจกัน และลายกรีก (Greek key) สีผนังเปลี่ยนเป็นโทนหินอ่อน ฟ้าอมเขียว และครีมนวล แทนสีพาสเทลหวานจัด ที่สำคัญคือช่างอย่าง Wedgwood เริ่มผลิตของประดับลายคลาสสิกจำนวนมากในราคาที่ชนชั้นกลางเอื้อมถึง ‘รสนิยมสูง’ จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวังอีกต่อไป และกลายเป็นรากฐานของงานตกแต่งแบบทางการมาจนถึงทุกวันนี้

องค์ประกอบที่เป็นลายเซ็น

  • ความสมมาตรเป๊ะทั้งห้อง (symmetry)
  • ขาเฟอร์นิเจอร์ตรงเรียวสอบร่องเสา (fluted tapered legs)
  • ลายคลาสสิก: พวงมาลัย แจกัน ลายกรีก (Greek key) ใบลอเรล
  • เสาและหัวเสาแบบกรีก-โรมัน (Doric / Ionic / Corinthian)
  • ปูนปั้นนูนต่ำสีขาวบนพื้นพาสเทล (Wedgwood-style relief)
  • สีหินอ่อน ครีม ฟ้าอมเขียว (celadon) และชมพูจาง
  • เพดานโดมและช่องแสงกลม (oculus / rotunda)
  • แจกันและรูปปั้นครึ่งตัวแบบโรมัน (classical busts & urns)

Architecture

สถาปัตยกรรมของยุค

แพนธีออน กรุงปารีส (1790)1790 · ปารีส ฝรั่งเศสที่มา: Wikimedia Commons

วิหารแพนธีออน กรุงปารีส (The Panthéon)

1790

ซูฟโลต์ออกแบบวิหารแพนธีออนกลางปารีสด้วยเสาคอรินเทียนสูงใหญ่และโดมมหึมา หยิบภาษาของวิหารกรีก-โรมันมาใช้อย่างเคร่งขรึม เดิมตั้งใจสร้างเป็นโบสถ์ แต่ภายหลังกลายเป็นสุสานของวีรบุรุษชาติฝรั่งเศส ความสง่างามหนักแน่นของมันคือนิยามของนีโอคลาสสิกที่ต้องการสื่อถึงคุณธรรมและความจริงจัง

Petit Trianon แวร์ซาย (1768)1768 · แวร์ซาย ฝรั่งเศสที่มา: Wikimedia Commons

ตำหนัก Petit Trianon แวร์ซาย

1768

ตำหนักหลังเล็กทรงลูกบาศก์ในสวนแวร์ซายที่กาบรีเอลออกแบบให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 สัดส่วนสมมาตรเป๊ะ เสาเรียบง่าย ไร้การประดับฟุ่มเฟือยแบบรอคโคโค ต่อมากลายเป็นที่โปรดของพระนางมารี อ็องตัวแน็ต ตำหนักเล็ก ๆ นี้คือจุดเริ่มต้นของรสนิยมคลาสสิกแบบสงบเรียบในฝรั่งเศส

Art

ศิลปะที่หล่อหลอมยุค

Oath of the Horatii (1784) โดย Jacques-Louis David1784ที่มา: Wikimedia Commons

Oath of the Horatii โดย Jacques-Louis David

1784

ภาพสามพี่น้องชาวโรมันชูมือสาบานตนต่อหน้าพ่อ เส้นสายคมชัด ฉากซุ้มโค้งเรียบ และท่าทางแข็งขึงราวรูปปั้น ดาวิดวาดภาพนี้เพื่อยกย่องความเสียสละและหน้าที่เหนือความรู้สึกส่วนตัว กลายเป็นเหมือนแถลงการณ์ของนีโอคลาสสิก และจุดไฟให้กับอุดมการณ์ก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส

Interiors

ห้องและบรรยากาศของยุค

ห้อง Etruscan ที่ Osterley Park — เอาลายจากโบราณคดีมาแต่งห้องลอนดอน อังกฤษที่มา: Wikimedia Commons
ห้องรับแขก Osterley Park โดย Robert Adamลอนดอน อังกฤษที่มา: Wikimedia Commons
ภายในปราสาท Malmaison — นีโอคลาสสิกยุค Empire ของนโปเลียนรูเอล-มัลเมซง ฝรั่งเศสที่มา: Wikimedia Commons
ห้องบรรทมที่ Petit Trianon — คลาสสิกเรียบสงบแบบราชสำนักแวร์ซาย ฝรั่งเศสที่มา: Wikimedia Commons

Icons

ผลงานไอคอนิกประจำยุค

แจกัน Portland โดย Wedgwood

ราว 1790

แจกัน Portland ฉบับที่ Wedgwood ทำเลียนแบบแจกันแก้วโรมันโบราณ ด้วยเนื้อดิน jasperware สีน้ำเงินเข้มประดับรูปนูนสีขาว งานชิ้นนี้ใช้เวลาลองผิดลองถูกถึงสี่ปีกว่าจะสำเร็จ และกลายเป็นสัญลักษณ์ว่าอุตสาหกรรมอังกฤษก็ผลิตงานคลาสสิกชั้นสูงได้ ไม่แพ้ช่างโบราณ

แจกัน Portland โดย Wedgwood (ราว 1790)ราว 1790ที่มา: Wikimedia Commons

เก้าอี้พนักทรงโล่ (Hepplewhite Shield-back Chair)

ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18

เก้าอี้พนักทรงโล่ (shield-back) สไตล์ Hepplewhite ขาเรียวตรงสอบปลาย พนักฉลุลายเบาโปร่ง เป็นเฟอร์นิเจอร์นีโอคลาสสิกแบบอังกฤษที่เน้นความสง่างามเบาสบายแทนความหนักอลังการ เก้าอี้แบบนี้ถูกตีพิมพ์ในหนังสือรวมแบบ จนช่างไม้ทั่วโลกลอกไปทำขายนับไม่ถ้วน

เก้าอี้ shield-back สไตล์ Hepplewhiteปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18ที่มา: Wikimedia Commons

Designers

นักออกแบบคนสำคัญ

Robert Adam

1728–1792

สถาปนิกผู้คิดว่าห้องหนึ่งห้องต้องออกแบบให้กลมกลืนทั้งหมด ตั้งแต่เพดานถึงมือจับประตู

สถาปนิกชาวสก็อตผู้เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการตกแต่งภายในไปตลอดกาล หลังไปศึกษาซากโรมันด้วยตาตัวเอง เขากลับมาอังกฤษพร้อมแนวคิดว่าห้องหนึ่งห้องต้องออกแบบให้กลมกลืนทั้งหมด ตั้งแต่เพดาน พรม เตาผิง ไปจนถึงมือจับประตู ผลงานอย่าง Syon House และ Osterley Park ทำให้ ‘Adam Style’ กลายเป็นมาตรฐานความสง่างามของบ้านผู้ดีอังกฤษ

  • Syon House
  • Osterley Park

Josiah Wedgwood

1730–1795

ช่างปั้นผู้เป็นทั้งศิลปินและนักการตลาด ทำให้ลายคลาสสิกเข้าถึงคนชั้นกลาง

ช่างปั้นชาวอังกฤษผู้เป็นทั้งศิลปินและนักธุรกิจ เขาคิดค้นเนื้อดิน jasperware สีฟ้าพาสเทลประดับรูปนูนสีขาวแบบคลาสสิก แล้วใช้ระบบโรงงานผลิตจำนวนมากจนคนชั้นกลางซื้อได้ Wedgwood ยังเป็นผู้บุกเบิกการตลาดสมัยใหม่ ทั้งแคตตาล็อก การรับประกันคืนเงิน และการใช้ราชสำนักเป็นพรีเซ็นเตอร์ ทำให้ลายคลาสสิกแพร่เข้าบ้านคนธรรมดาทั่วยุโรป

  • Jasperware สีฟ้า-ขาว
  • ชุดภาชนะ Queen's Ware

Thomas Sheraton

1751–1806

ครูสอนเขียนแบบที่แพร่รสนิยมนีโอคลาสสิกไปทั่วโลกผ่านหนังสือรวมแบบเฟอร์นิเจอร์

ช่างไม้และครูสอนเขียนแบบชาวอังกฤษที่แทบไม่ได้ทำเฟอร์นิเจอร์ขายเอง แต่กลับทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของยุคผ่านหนังสือรวมแบบเฟอร์นิเจอร์ที่เขาตีพิมพ์ ช่างไม้ทั่วอังกฤษและอเมริกาลอกแบบเก้าอี้พนักโปร่ง ขาเรียวตรง และเส้นสายเบาโปร่งของเขาไปทำขาย ทำให้รสนิยมนีโอคลาสสิกแบบเบาสง่าแพร่ไปถึงบ้านสามัญชนไกลถึงอีกฟากมหาสมุทร

  • หนังสือแบบ The Cabinet-Maker's Drawing-Book
  • เก้าอี้พนักโปร่งขาเรียว

Notes

เกร็ดน่ารู้ของยุค

รู้หรือไม่?

ต้นแบบของนีโอคลาสสิกไม่ได้มาจากตำรา แต่มาจาก ‘อุบัติเหตุทางโบราณคดี’ คนงานขุดบ่อน้ำที่เมืองเฮอร์คิวเลเนียมในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 บังเอิญเจอโรงละครโรมันที่ถูกลาวาฝังไว้ จุดชนวนให้ทั้งยุโรปคลั่งไคล้ของโบราณ

รู้หรือไม่?

กว่า Wedgwood จะทำสำเนาแจกัน Portland จากแก้วโรมันโบราณให้สำเร็จด้วยเนื้อดิน jasperware เขาใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่นานถึงสี่ปี

รู้หรือไม่?

สีฟ้าอ่อนนวลที่เราเรียกกันติดปากว่า ‘Wedgwood blue’ ทุกวันนี้ ตั้งชื่อตามโรงงานเครื่องปั้นแห่งนี้โดยตรง

Thailand

ร่องรอยในเมืองไทย

สไตล์คลาสสิกแบบตะวันตกเข้ามาเป็นภาษาทางการของสถาปัตยกรรมไทยอย่างเต็มตัวในสมัยรัชกาลที่ 5-6 ที่สยามเปิดรับความเป็นสากล พระที่นั่งอนันตสมาคมคือตัวอย่างที่ชัดที่สุด ด้วยโดมหินอ่อน เสาคอรินเทียน และหน้าจั่วสามเหลี่ยมแบบวิหารกรีก-โรมันแท้ ๆ เช่นเดียวกับวังเก่าหลายแห่งย่านเทเวศร์และดุสิตที่ประดับเสาโรมัน หน้าต่างโค้ง และปูนปั้นลายพวงมาลัย จนถึงวันนี้ อาคารราชการ ธนาคาร และศาลไทยจำนวนมากก็ยังหยิบเสาและหน้าจั่วคลาสสิกมาใช้ เพื่อสื่อถึงความมั่นคงและน่าเชื่อถือ เหมือนที่ยุโรปเคยใช้เมื่อสองร้อยปีก่อน

Era 07/14

วิกตอเรียน (Victorian)

ค.ศ. 1837–1901

ห้องรับแขกวิกตอเรียน — ยิ่งเต็มยิ่งมีรสนิยม

ที่มา: Wikimedia Commons

Overview

ทำความรู้จักยุคนี้

รัชสมัยยาวนานถึง 64 ปีของสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย ตรงกับช่วงที่อังกฤษรุ่งเรืองสุดขีดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม เครื่องจักรทำให้ผ้า วอลเปเปอร์ เฟอร์นิเจอร์แกะสลัก และของประดับที่เคยแพงมหาศาล ผลิตได้จำนวนมากในราคาถูกลง ชนชั้นกลางที่เพิ่งร่ำรวยจึงแสดงฐานะด้วยการ ‘เติมของ’ ยิ่งบ้านอัดแน่นด้วยลวดลาย ผ้าม่านหนา พรม รูปภาพ และของสะสมมากเท่าไร ยิ่งดูมีรสนิยมและน่านับถือ ห้องรับแขก (parlour) กลายเป็นห้องโชว์ที่จัดไว้ต้อนรับแขกโดยเฉพาะ สไตล์ยุคนี้จึงไม่มีสไตล์เดียว แต่หยิบยืมทุกยุคมาปนกัน ทั้งโกธิก รอคโคโค และเรอเนสซองส์ ผสมกับของแปลกจากอาณานิคมทั่วโลก โทนสีเข้มขรึม ไม้มะฮอกกานีสีเข้ม และกำมะหยี่สีอัญมณี คือภาพจำของบ้านวิกตอเรียนที่ ‘มากไว้ก่อน’ คือความงาม

องค์ประกอบที่เป็นลายเซ็น

  • ห้องอัดแน่นด้วยของและลวดลาย (more is more)
  • วอลเปเปอร์พิมพ์ลายหนาแน่นเต็มผนัง
  • ไม้มะฮอกกานี / วอลนัทสีเข้มแกะสลักวิจิตร
  • ผ้ากำมะหยี่และผ้าม่านหนาหลายชั้นสีอัญมณี
  • เฟอร์นิเจอร์พนักโค้งรูปบอลลูน (balloon-back) และโซฟาบุปุ่ม (button-tufted)
  • การหยิบยืมหลายยุคมาปนกัน (Gothic / Rococo / Renaissance Revival)
  • ของสะสมและของแปลกจากอาณานิคม จัดวางในตู้กระจก
  • เตาผิงหินอ่อนพร้อมกระจกเงาบานใหญ่เหนือเตา (overmantel)

Architecture

สถาปัตยกรรมของยุค

อาคารรัฐสภาอังกฤษ กรุงลอนดอน1876 · ลอนดอน อังกฤษที่มา: Wikimedia Commons

อาคารรัฐสภาอังกฤษ (Palace of Westminster)

1876

หลังอาคารรัฐสภาเดิมถูกไฟไหม้ อังกฤษเลือกสร้างใหม่เป็นสไตล์โกธิกรีไววัล เพื่อเชื่อมโยงชาติเข้ากับยุคกลางอันรุ่งเรือง ชาร์ลส์ แบร์รีวางผังอาคาร ส่วนปูจินออกแบบลวดลายฉลุแหลมสูงทุกรายละเอียด รวมถึงหอนาฬิกา Big Ben นี่คือภาพแทนของยุควิกตอเรียนที่หันหลังให้คลาสสิกแล้วโหยหาความขลังแบบยุคกลาง

สถานี St Pancras กรุงลอนดอน (1876)1876 · ลอนดอน อังกฤษที่มา: Wikimedia Commons

สถานี St Pancras และโรงแรม Midland Grand

1876

สถานีรถไฟและโรงแรมหรูใจกลางลอนดอน ก่ออิฐแดงประดับลายโกธิกวิจิตรราวปราสาท สะท้อนความมั่งคั่งของยุคทองรถไฟ เบื้องหลังหน้าตาโบราณคือโครงเหล็กและกระจกอันล้ำสมัย เป็นตัวอย่างชัดของวิกตอเรียนที่ห่อหุ้มเทคโนโลยีใหม่ไว้ด้วยเปลือกนอกแบบเก่า

Art

ศิลปะที่หล่อหลอมยุค

Ophelia (1852) โดย John Everett Millais1852ที่มา: Wikimedia Commons

Ophelia โดย John Everett Millais

1852

ภาพโอฟีเลียจากบทละครเชกสเปียร์ ลอยจมน้ำท่ามกลางดอกไม้ริมธารที่วาดละเอียดทุกกลีบ มิลเลส์และกลุ่มพรีราฟาเอลไลท์ปฏิเสธการวาดแบบสำเร็จรูป หันไปวาดธรรมชาติจริงอย่างพิถีพิถัน ภาพนี้กลายเป็นหนึ่งในงานที่คนอังกฤษรักที่สุด และเป็นสัญลักษณ์ของศิลปะยุควิกตอเรียน

Interiors

ห้องและบรรยากาศของยุค

ห้องรับแขกวิกตอเรียนของชนชั้นกลางอังกฤษที่มา: Wikimedia Commons
ห้องอาหารสไตล์วิกตอเรียนสหรัฐอเมริกาที่มา: Wikimedia Commons
Crystal Palace งาน Great Exhibition 1851 กรุงลอนดอนลอนดอน อังกฤษที่มา: Wikimedia Commons
ห้องรับแขกต่อเรือนกระจก (1883) — วิกตอเรียนหลงใหลต้นไม้ในบ้าน1883ที่มา: Wikimedia Commons

Icons

ผลงานไอคอนิกประจำยุค

โซฟา tête-à-tête ฝีมือ John Henry Belter

ราว 1855

โซฟาคู่รูปตัว S ให้คนสองคนนั่งหันหน้าคุยกัน (tête-à-tête) แกะสลักลายดอกไม้ผลไม้ฉลุโปร่งจากไม้โรสวูดอัดหลายชั้นตามกรรมวิธีของ John Henry Belter สไตล์รอคโคโครีไววัลแบบนี้คือความหรูหราในฝันของบ้านเศรษฐีอเมริกันยุควิกตอเรียน

โซฟา tête-à-tête ฝีมือ John Henry Belterราว 1855ที่มา: Wikimedia Commons

เก้าอี้ papier-mâché ฝังมุก

กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19

เก้าอี้ทำจากกระดาษอัด (papier-mâché) เคลือบแล็กเกอร์ดำ ประดับลายเขียนสีและฝังมุก เป็นของแปลกใหม่ที่นิยมมากในยุควิกตอเรียน เพราะเบา เงางาม และดูหรูในราคาที่ย่อมเยากว่าไม้แกะสลัก สะท้อนความสนุกกับวัสดุใหม่ ๆ ของยุค

เก้าอี้ papier-mâché ฝังมุก งานยุควิกตอเรียนกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19ที่มา: Wikimedia Commons

ตู้โชว์ étagère ฝีมือ John Henry Belter

1840–1860

ตู้โชว์ทรงสูงแกะสลักฉลุไม้โรสวูดพร้อมกระจกเงา สำหรับอวดของสะสมกระจุกกระจิกที่บ้านวิกตอเรียนสะสมไว้เต็มบ้าน ยิ่งตู้วิจิตรและของบนตู้แน่นเท่าไร ยิ่งบอกฐานะและรสนิยมของเจ้าของบ้าน เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่สรุปจิตวิญญาณ ‘มากไว้ก่อน’ ของยุคได้ดีที่สุด

ตู้โชว์ étagère ฝีมือ John Henry Belter1840–1860ที่มา: Wikimedia Commons

Designers

นักออกแบบคนสำคัญ

A.W.N. Pugin

1812–1852

ผู้จุดกระแสโกธิกรีไววัล และออกแบบลวดลายภายในอาคารรัฐสภาอังกฤษเกือบทั้งหมด

สถาปนิกและนักออกแบบผู้จุดกระแสโกธิกรีไววัลในอังกฤษ ปูจินเชื่อว่าสถาปัตยกรรมโกธิกยุคกลางคืองานที่ ‘ซื่อสัตย์และมีศีลธรรม’ ที่สุด เขาออกแบบลวดลายภายในอาคารรัฐสภาอังกฤษ (Palace of Westminster) เกือบทั้งหมด ตั้งแต่วอลเปเปอร์ กระเบื้อง ไปจนถึงที่นั่ง แม้อายุสั้นเพียง 40 ปี แต่แนวคิดของเขากลายเป็นรากฐานให้ทั้งยุควิกตอเรียน

  • งานตกแต่งภายในอาคารรัฐสภาอังกฤษ
  • หนังสือ The True Principles

Henry Cole

1808–1882

นักปฏิรูปผู้จัดงาน Great Exhibition 1851 และวางรากฐานพิพิธภัณฑ์ V&A

นักปฏิรูปผู้เชื่อว่าของใช้ในบ้านควรทั้งสวยและออกแบบดี เฮนรี โคลเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงจัดงาน Great Exhibition ปี 1851 ที่ Crystal Palace ซึ่งดึงคนกว่าหกล้านมาชมสินค้าอุตสาหกรรมจากทั่วโลก กำไรจากงานถูกใช้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ V&A เขายังเป็นผู้ผลิตการ์ดอวยพรคริสต์มาสใบแรกของโลก และวางรากฐานการศึกษาด้านออกแบบของอังกฤษ

  • งาน Great Exhibition 1851
  • พิพิธภัณฑ์ V&A

John Henry Belter

1804–1863

ช่างผู้คิดวิธีอัดไม้โรสวูดดัดโค้งจนแกะสลักฉลุลายวิจิตรได้โดยไม่หัก

ช่างทำเฟอร์นิเจอร์เชื้อสายเยอรมันที่ไปตั้งรกรากในนิวยอร์ก เบลเทอร์คิดค้นวิธีอัดไม้โรสวูดหลายชั้นเข้าด้วยกันแล้วดัดโค้งด้วยไอน้ำ ทำให้แกะสลักลายดอกไม้ผลไม้ฉลุโปร่งได้อย่างวิจิตรโดยไม่หัก เก้าอี้และโซฟาสไตล์รอคโคโครีไววัลของเขากลายเป็นสัญลักษณ์ความหรูหราของบ้านเศรษฐีอเมริกันยุควิกตอเรียน และเป็นของสะสมล้ำค่ามาจนทุกวันนี้

  • เฟอร์นิเจอร์รอคโคโครีไววัลไม้โรสวูด
  • โซฟาแกะสลักฉลุ

Notes

เกร็ดน่ารู้ของยุค

รู้หรือไม่?

Crystal Palace ที่จัดงาน Great Exhibition 1851 สร้างจากเหล็กหล่อและกระจกเกือบ 300,000 แผ่น ใหญ่พอจะครอบต้นเอล์มโตเต็มวัยไว้ทั้งต้นในอาคาร และประกอบเสร็จในเวลาไม่ถึงเก้าเดือน

รู้หรือไม่?

การที่บ้านวิกตอเรียนนิยมโทนสีเข้มขรึม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไฟแก๊สที่จุดในบ้านปล่อยเขม่าจับผนังและผ้าจนดำ สีอ่อนจึงดูสกปรกเร็ว การใช้สีเข้มและลายถี่จึงช่วย ‘ซ่อนคราบ’ ไปในตัว

รู้หรือไม่?

หลังเจ้าชายอัลเบิร์ตสิ้นพระชนม์ในปี 1861 สมเด็จพระราชินีวิกตอเรียทรงไว้ทุกข์ด้วยฉลองพระองค์สีดำยาวนานถึงราว 40 ปีจนสิ้นพระชนม์ จน ‘วัฒนธรรมการไว้ทุกข์’ และเครื่องประดับสีดำกลายเป็นแฟชั่นไปทั้งยุค

Thailand

ร่องรอยในเมืองไทย

ยุควิกตอเรียนตรงกับสมัยรัชกาลที่ 4-5 ที่สยามติดต่อค้าขายกับตะวันตกอย่างใกล้ชิด อิทธิพลที่คนไทยคุ้นตาที่สุดคือ ‘เรือนขนมปังขิง’ บ้านไม้ฉลุลายวิจิตรตามชายคาและระเบียง ที่ได้แรงบันดาลใจจากบ้านไม้ประดับลาย (gingerbread) แบบวิกตอเรียน พระราชวังและตำหนักหลายแห่งอย่างพระที่นั่งวิมานเมฆก็ใช้เส้นสายและการฉลุไม้แบบเดียวกัน ส่วนตึกแถวเก่าย่านเมืองเก่าและอาคารราชการสมัยรัชกาลที่ 5 จำนวนมาก ก็รับหน้าต่างโค้ง เสาปูนปั้น และลายประดับแบบยุโรปยุคนี้มาผสมกับงานช่างไทยอย่างกลมกลืน

Era 08/14

อาร์ตแอนด์คราฟต์ (Arts & Crafts)

ค.ศ. 1860–1910

Red House เมือง Bexleyheath — บ้านต้นกำเนิดของ Arts & Crafts

ที่มา: Wikimedia Commons

Overview

ทำความรู้จักยุคนี้

ท่ามกลางยุควิกตอเรียนที่บ้านอัดแน่นด้วยของโรงงานลายวิจิตร กลุ่มศิลปินและนักคิดนำโดย William Morris เริ่มตั้งคำถามว่า ของที่ผลิตด้วยเครื่องจักรจำนวนมากมันน่าเกลียดและไร้จิตวิญญาณ ทั้งยังทำให้คนงานกลายเป็นเพียงฟันเฟือง Arts & Crafts จึงเป็นขบวนการที่หันกลับไปเชิดชู ‘งานทำมือ’ แบบช่างฝีมือยุคกลาง ยึดหลักว่าของทุกชิ้นในบ้านต้องซื่อสัตย์ต่อวัสดุ เผยให้เห็นเนื้อไม้ รอยต่อ และฝีมือช่างอย่างตรงไปตรงมา ลวดลายได้แรงบันดาลใจจากพืชพรรณและธรรมชาติรอบตัว สีสันเป็นโทนดินและพืชอย่างเขียวมะกอกและน้ำเงินคราม Morris ถึงกับบอกว่า ‘อย่าเก็บอะไรไว้ในบ้าน นอกจากสิ่งที่คุณรู้ว่ามีประโยชน์ หรือเชื่อว่างดงาม’ น่าแปลกที่ของทำมือกลับแพงจนมีแต่คนรวยซื้อได้ แต่แนวคิดเรื่องความเรียบง่ายและซื่อสัตย์ต่อวัสดุนี้เอง ที่กลายเป็นสะพานสู่งานดีไซน์โมเดิร์นในเวลาต่อมา

องค์ประกอบที่เป็นลายเซ็น

  • งานทำมือของช่างฝีมือ (handcraft) ตรงข้ามกับงานโรงงาน
  • ซื่อสัตย์ต่อวัสดุ เผยเนื้อไม้และรอยต่อ (exposed joinery)
  • ลวดลายพืชพรรณธรรมชาติ (ดอกไม้ ใบไม้ นก)
  • ไม้โอ๊กสีธรรมชาติเข้าลิ่มเดือย (quarter-sawn oak)
  • โทนสีดินและพืช: เขียวมะกอก น้ำเงินคราม แดงดินเผา
  • วอลเปเปอร์และผ้าพิมพ์ลายด้วยบล็อกไม้ (block-printed)
  • เก้าอี้เบาะฟางสาน (rush-seat) และเฟอร์นิเจอร์เรียบแข็งแรง
  • กระเบื้องเคลือบและงานโลหะทำมือ (handmade tiles & metalwork)

Architecture

สถาปัตยกรรมของยุค

Standen House เวสต์ซัสเซกซ์ (1894)1894 · เวสต์ซัสเซกซ์ อังกฤษที่มา: Wikimedia Commons

Standen House

1894

บ้านชนบทที่ฟิลิป เว็บบ์ออกแบบให้ครอบครัวทนายความ ผสมหิน อิฐ และกระเบื้องแขวนของท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เสแสร้งเลียนแบบวังหรือปราสาท ภายในตกแต่งด้วยผ้าและวอลเปเปอร์ Morris & Co ทั้งหลัง Standen คือภาพฝันของบ้าน Arts & Crafts ที่กลมกลืนกับผืนดินรอบตัว

Blackwell บ้าน Arts & Crafts ริมทะเลสาบ Windermere (1900)1900 · เลกดิสตริกต์ อังกฤษที่มา: Wikimedia Commons

Blackwell บ้าน Arts & Crafts

1900

บ้านพักตากอากาศริมทะเลสาบ Windermere ออกแบบโดย Baillie Scott ผนังฉาบปูนหยาบสีขาว หน้าต่างช่องแคบเรียงถี่ และปล่องไฟสูง ดูเรียบง่ายแต่อบอุ่น ภายในเน้นงานไม้เปลือยและมุมเตาผิง (inglenook) เป็นหนึ่งในบ้าน Arts & Crafts ที่สมบูรณ์ที่สุดที่ยังเปิดให้ชมจนถึงทุกวันนี้

Art

ศิลปะที่หล่อหลอมยุค

Strawberry Thief (1883) โดย William Morris1883ที่มา: Wikimedia Commons

Strawberry Thief โดย William Morris

1883

ลายผ้า Strawberry Thief ของ William Morris ภาพนกปรอดขโมยสตรอว์เบอร์รีท่ามกลางใบไม้ม้วนไหว ได้แรงบันดาลใจจากฝูงนกจริงในสวนบ้าน Kelmscott ของเขา Morris ใช้เทคนิคย้อมครามแบบโบราณที่ยุ่งยากเพื่อให้ได้สีน้ำเงินนุ่มลึก จนกลายเป็นลายผ้าที่โด่งดังและถูกพิมพ์ขายมากที่สุดของเขา

Interiors

ห้องและบรรยากาศของยุค

Morris Room ที่พิพิธภัณฑ์ V&A กรุงลอนดอนลอนดอน อังกฤษที่มา: Wikimedia Commons
โถงกลางบ้าน Blackwell — งานไม้ Arts & Crafts เต็มรูปแบบเลกดิสตริกต์ อังกฤษที่มา: Wikimedia Commons
ภายใน Kelmscott Manor บ้านของ William Morrisออกซ์ฟอร์ดเชียร์ อังกฤษที่มา: Wikimedia Commons
ภายใน Gamble House เมือง Pasadena — Arts & Crafts ฉบับอเมริกันแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาที่มา: Wikimedia Commons

Icons

ผลงานไอคอนิกประจำยุค

เก้าอี้ Sussex โดย Morris & Co

ราว 1865

เก้าอี้ Sussex ของ Morris & Co ทำจากไม้เบิร์ชย้อมดำพร้อมเบาะฟางสาน เรียบง่าย เบา และราคาไม่แพง ได้แรงบันดาลใจจากเก้าอี้ชาวบ้านอังกฤษดั้งเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ไม่กี่ชิ้นของ Morris ที่คนทั่วไปพอซื้อได้จริง และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความงามแบบเรียบง่ายที่ซื่อสัตย์

เก้าอี้ Sussex โดย Morris & Co (ราว 1865)ราว 1865ที่มา: Wikimedia Commons

กระเบื้องลายเป็ดโดย William De Morgan

ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19

กระเบื้องเคลือบมันวาว (lustre) เขียนลายเป็ดด้วยมือโดยวิลเลียม เดอ มอร์แกน เพื่อนสนิทของ Morris เขาฟื้นเทคนิคเคลือบมันวาวแบบโบราณที่เกือบสูญหาย งานกระเบื้องลายสัตว์และพืชของเขาประดับเตาผิงและผนังบ้าน Arts & Crafts ทั่วอังกฤษ เป็นตัวอย่างของการยกงานหัตถกรรมให้เป็นศิลปะ

กระเบื้องลายเป็ดโดย William De Morganปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19ที่มา: Wikimedia Commons

หีบผ้าไม้โอ๊ก โดย Gustav Stickley

ราว 1903

หีบใส่ผ้าไม้โอ๊กของกุสตาฟ สติกลีย์ เผยลายไม้และเดือยไม้อย่างตรงไปตรงมา ประกอบกับบานพับเหล็กตีมือ ไม่มีการแกะสลักฟุ่มเฟือย ความงามมาจากสัดส่วนและวัสดุล้วน ๆ นี่คือ Arts & Crafts ฉบับอเมริกันที่สติกลีย์เรียกว่าสไตล์ Craftsman

หีบผ้าไม้โอ๊ก โดย Gustav Stickley (ราว 1903)ราว 1903ที่มา: Wikimedia Commons

Designers

นักออกแบบคนสำคัญ

William Morris

1834–1896

หัวใจของขบวนการ Arts & Crafts ผู้เชื่อว่าศิลปะที่ดีต้องอยู่ในของใช้ประจำวัน

จิตรกร กวี นักออกแบบ และนักสังคมนิยมชาวอังกฤษ ผู้เป็นหัวใจของขบวนการ Arts & Crafts มอร์ริสเกลียดของโรงงานที่น่าเกลียดจนลงมือตั้งบริษัท Morris & Co ผลิตวอลเปเปอร์ ผ้า พรม และกระจกสีด้วยมือทั้งหมด ลายพืชพรรณอย่าง Strawberry Thief ของเขายังถูกพิมพ์ขายจนถึงทุกวันนี้ เขาเชื่อว่าศิลปะที่ดีต้องอยู่ในของใช้ประจำวันของคนทุกคน ไม่ใช่แค่ในพิพิธภัณฑ์

  • ลายผ้า Strawberry Thief
  • วอลเปเปอร์ลาย Trellis

Philip Webb

1831–1915

สถาปนิกผู้ออกแบบ Red House และวางแนวคิด ‘บ้านที่ซื่อสัตย์ต่อวัสดุ’

สถาปนิกชาวอังกฤษผู้เป็นเพื่อนสนิทและมือขวาของ William Morris เว็บบ์ออกแบบ Red House บ้านอิฐแดงเปลือยของมอร์ริส ที่ปฏิเสธการฉาบปูนปิดหน้าตาวัสดุตามแฟชั่นยุคนั้น เขาเชื่อในการใช้วัสดุท้องถิ่นอย่างซื่อตรง ให้อิฐ ไม้ และกระเบื้องเผยธรรมชาติของตัวเอง แนวคิด ‘บ้านที่ซื่อสัตย์’ นี้กลายเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมบ้านสมัยใหม่ในเวลาต่อมา

  • Red House
  • Standen House

Gustav Stickley

1858–1942

ผู้นำแนวคิด Arts & Crafts ข้ามมหาสมุทรมาเป็นสไตล์ Craftsman แบบอเมริกัน

นักออกแบบและผู้ผลิตชาวอเมริกันที่นำแนวคิด Arts & Crafts ข้ามมหาสมุทรมาสู่สหรัฐฯ ในชื่อสไตล์ ‘Craftsman’ หรือ ‘Mission’ เฟอร์นิเจอร์ไม้โอ๊กของเขาเน้นเส้นตรง แข็งแรง เผยเดือยไม้และหนังแท้อย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการแกะสลักฟุ่มเฟือย เขายังออกนิตยสาร The Craftsman เผยแพร่แบบบ้านและปรัชญาการใช้ชีวิตเรียบง่าย จนกลายเป็นภาพจำของบ้านอเมริกันต้นศตวรรษที่ 20

  • เฟอร์นิเจอร์ไม้โอ๊ก Mission
  • นิตยสาร The Craftsman

Notes

เกร็ดน่ารู้ของยุค

รู้หรือไม่?

ลายผ้า Strawberry Thief ของ Morris ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องจริง เขาหงุดหงิดที่ฝูงนกปรอดชอบมาขโมยสตรอว์เบอร์รีในสวนที่บ้าน Kelmscott จนเอามาวาดเป็นลายผ้าที่โด่งดังที่สุดของเขา

รู้หรือไม่?

Red House ของ Morris ได้ชื่อจากอิฐแดงเปลือยที่ไม่ฉาบปูน ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมากในสมัยนั้น เพราะบ้านผู้ดีนิยมฉาบปูนขาวให้ดูเรียบหรู การโชว์อิฐจึงเหมือนการประกาศจุดยืน

รู้หรือไม่?

แม้ Morris จะฝันอยากให้ ‘ศิลปะเป็นของคนทุกคน’ แต่งานทำมือของเขากลับแพงจนมีแต่เศรษฐีซื้อได้ เป็นความย้อนแย้งที่เจ้าตัวรู้ดีและหงุดหงิดกับมันมาตลอดชีวิต

Thailand

ร่องรอยในเมืองไทย

แม้ Arts & Crafts จะเป็นขบวนการของอังกฤษ แต่หัวใจของมัน — การเชิดชูงานทำมือและความซื่อสัตย์ต่อวัสดุ — คือสิ่งที่งานช่างไทยยึดถือมานาน เรือนไทยไม้สักที่เข้าเดือยไม้แทนการใช้ตะปู เผยลายไม้และโครงสร้างอย่างตรงไปตรงมา ก็เดินอยู่บนหลักคิดเดียวกันกับที่ Morris พยายามปลุกให้ตะวันตกหันกลับมามอง ในยุคหลังแนวคิดนี้ยังสะท้อนในงานฟื้นฟูหัตถกรรมไทย ทั้งเครื่องเงิน เครื่องเขิน ผ้าทอมือ และงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ที่ยืนยันว่าของทำมือมีคุณค่าและจิตวิญญาณที่เครื่องจักรลอกเลียนไม่ได้ ทุกวันนี้กระแสคาเฟ่และบ้านสไตล์ ‘คราฟต์’ ที่โชว์เนื้อไม้และปูนเปลือยในไทย ก็คือลูกหลานสายตรงของความคิดชุดนี้

Era 09/14

อาร์ตนูโว (Art Nouveau)

ค.ศ. 1890–1910

บันไดในบ้านของ Victor Horta — หัวใจของอาร์ตนูโวคือเส้นโค้งที่เคลื่อนไหวราวมีชีวิต

ที่มา: Wikimedia Commons

Overview

ทำความรู้จักยุคนี้

ปลายศตวรรษที่ 19 เมืองใหญ่ในยุโรปเต็มไปด้วยของที่ผลิตจากโรงงานหน้าตาเหมือนกันไปหมด นักออกแบบรุ่นใหม่รู้สึกว่าโลกกำลังกลายเป็นเครื่องจักรที่ไร้ชีวิต จึงลุกขึ้นมาถามว่า ทำไมข้าวของรอบตัวถึงสวยแบบมีชีวิตไม่ได้ คำตอบของพวกเขาคืออาร์ตนูโว สไตล์ที่หยิบเส้นโค้งของก้านดอกไม้ เถาวัลย์ ปีกแมลง และเส้นผมผู้หญิงมาสะบัดเป็นลวดลายไหลลื่นไปทั่วทั้งบ้าน เหล็กดัดและกระจกที่เพิ่งผลิตได้ในราคาถูกกลายเป็นวัสดุคู่ใจ เพราะดัดโค้งได้ดั่งใจ ราวบันได โคมไฟ กรอบประตู ไปจนถึงลูกบิด ถูกออกแบบให้เข้าชุดกันทั้งหลังภายใต้แนวคิด "งานศิลปะทั้งหลัง" (Gesamtkunstwerk) ที่ไม่แยกสถาปนิกออกจากช่างเฟอร์นิเจอร์ อาร์ตนูโวรุ่งเรืองอยู่เพียงยี่สิบปี แต่มันเปลี่ยนความคิดของคนไปตลอดกาลว่า บ้านหนึ่งหลังก็เป็นงานศิลปะที่มีลมหายใจได้ ไม่ใช่แค่กล่องสี่เหลี่ยมสำหรับอยู่อาศัย

องค์ประกอบที่เป็นลายเซ็น

  • เส้นโค้งแส้สะบัด (whiplash line)
  • ลวดลายพืช เถาวัลย์ ดอกไม้ และก้านบิด
  • เหล็กดัดเปลือยโครงโชว์เส้นสาย
  • กระจกสีลายธรรมชาติ (stained glass)
  • โมเสกกระเบื้องแตก (trencadís)
  • ภาพผู้หญิงผมสยาย (femme-fleur)
  • ราวบันได โคมไฟ ลูกบิด ออกแบบเข้าชุดกันทั้งหลัง
  • สีโทนธรรมชาติ เขียวมอส น้ำตาลทอง ครีมงาช้าง

Architecture

สถาปัตยกรรมของยุค

ทางเข้าเมโทร Porte Dauphine กรุงปารีส1900 · ปารีส ฝรั่งเศสที่มา: Wikimedia Commons

ทางเข้ารถไฟใต้ดินปารีส (Métro Guimard)

1900

Hector Guimard ออกแบบซุ้มทางเข้ารถไฟใต้ดินปารีสจากเหล็กหล่อดัดโค้งคล้ายก้านพืชงอกขึ้นจากพื้น พร้อมโคมไฟทรงดอกไม้สีเขียวมอส เป็นการหล่อจำนวนมากให้เมืองทั้งเมือง ทำให้ผู้โดยสารนับล้านได้เดินผ่านงานศิลปะทุกวันโดยไม่รู้ตัว

Casa Batlló, บาร์เซโลนา1906 · บาร์เซโลนา สเปนที่มา: Wikimedia Commons

Casa Batlló

1906

บ้านที่ Antoni Gaudí รีโนเวทใหม่ในบาร์เซโลนา จนหน้าตึกโค้งเป็นคลื่นคล้ายกระดูกและผิวทะเล ไร้เส้นตรงสักเส้น ประดับด้วยกระเบื้องแตกหลากสี (trencadís) ที่วิบวับเมื่อต้องแดด ชาวเมืองเรียกกันติดปากว่าบ้านกระดูกและบ้านมังกร

Art

ศิลปะที่หล่อหลอมยุค

โปสเตอร์ Gismonda (1894) โดย Alphonse Mucha1894ที่มา: Wikimedia Commons

โปสเตอร์ Gismonda โดย Alphonse Mucha

1894

โปสเตอร์ละครที่ Mucha ออกแบบให้ดารา Sarah Bernhardt ในคืนคริสต์มาส แล้วดังข้ามคืน ทรงสูงเรียวผิดจากโปสเตอร์ทั่วไป ภาพผู้หญิงล้อมด้วยดอกไม้และวงกลมคล้ายรัศมี กลายเป็นภาพจำของยุคจนคนเรียกว่า "le style Mucha"

Interiors

ห้องและบรรยากาศของยุค

บันได Hôtel Tassel — อาคารอาร์ตนูโวหลังแรกของโลกบรัสเซลส์ เบลเยียมที่มา: Wikimedia Commons
โถงชั้นล่าง Hôtel Tassel ที่ Horta กล้าเปลือยโครงเหล็กให้เป็นของประดับบรัสเซลส์ เบลเยียมที่มา: Wikimedia Commons
ภายใน Casa Batlló — ไม่มีเส้นตรงแม้แต่ในกรอบประตูบาร์เซโลนา สเปนที่มา: Wikimedia Commons

Icons

ผลงานไอคอนิกประจำยุค

โคมไฟ Wisteria ของ Tiffany

1901

โคมไฟตั้งโต๊ะของ Louis Comfort Tiffany ที่ประกอบจากกระจกสีชิ้นเล็กนับพันเป็นช่อดอกวิสทีเรียห้อยลงมา ทีมออกแบบนำโดย Clara Driscoll ผู้หญิงที่ประวัติศาสตร์เพิ่งจะให้เครดิต โคมแบบนี้ทำให้แสงไฟฟ้ากลายเป็นงานศิลปะประจำบ้าน

โคมไฟ Wisteria โดย Tiffany Studios1901ที่มา: Wikimedia Commons

เก้าอี้ Casa Calvet

1900

เก้าอี้ไม้โอ๊กที่ Gaudí แกะให้ทุกส่วนโค้งรับสรีระคน พนักและขาบิดเป็นเส้นคล้ายกระดูกและกล้ามเนื้อ นั่งสบายอย่างน่าประหลาดทั้งที่หน้าตาเหมือนประติมากรรม เป็นตัวอย่างว่าอาร์ตนูโวเอาจริงกับเรื่องความสวยลงถึงเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น

เก้าอี้ Casa Calvet โดย Antoni Gaudí1900ที่มา: Wikimedia Commons

แจกันกระจกคาเมโอของ Émile Gallé

1900

แจกันจากเมือง Nancy ที่ Gallé ทำด้วยเทคนิคซ้อนกระจกหลายชั้นแล้วกัดกรดให้ลายดอกไม้นูนขึ้นมาราวภาพวาด แต่ละใบเหมือนหยิบสวนหนึ่งมุมมาแช่แข็งไว้ในกระจก งานของเขาทำให้เมือง Nancy กลายเป็นเมืองหลวงอาร์ตนูโวของฝรั่งเศส

แจกันกระจกคาเมโอลายเคลมาทิส โดย Émile Gallé1900ที่มา: Wikimedia Commons

Designers

นักออกแบบคนสำคัญ

Victor Horta

1861–1947

สถาปนิกเบลเยียมผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของอาร์ตนูโว

สถาปนิกชาวเบลเยียมผู้จุดประกายอาร์ตนูโวด้วยบ้าน Hôtel Tassel ในบรัสเซลส์เมื่อปี 1893 อาคารแรกที่กล้าเปลือยโครงเหล็กให้เห็นเป็นเถาวัลย์บิดพลิ้วกลางบ้าน แทนที่จะซ่อนไว้อย่างที่เคยทำกันมา ฮอร์ตาออกแบบทุกอย่างเองตั้งแต่บันได กระเบื้อง ไปจนถึงลูกบิดประตู ให้ไหลต่อเนื่องเป็นชิ้นเดียว บ้านสี่หลังของเขาในบรัสเซลส์ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และยังเป็นตำราให้นักออกแบบทั่วโลกศึกษาจนถึงวันนี้

  • Hôtel Tassel
  • Hôtel Solvay

Alphonse Mucha

1860–1939

จิตรกรผู้ทำให้อาร์ตนูโวกลายเป็นศิลปะที่คนทั้งเมืองจับต้องได้

จิตรกรชาวเช็กที่บังเอิญได้ออกแบบโปสเตอร์ละครให้ดารา Sarah Bernhardt ในคืนคริสต์มาสปี 1894 แล้วดังข้ามคืน ลายเส้นผู้หญิงผมสยายล้อมด้วยดอกไม้และวงกลมคล้ายรัศมีของเขากลายเป็นภาพจำของทั้งยุค มูคาเชื่อว่าศิลปะควรอยู่บนกำแพงถนนให้คนธรรมดาเห็น ไม่ใช่แขวนอยู่แต่ในพิพิธภัณฑ์ เขาจึงออกแบบทั้งโปสเตอร์ ปฏิทิน กล่องบิสกิต และเครื่องประดับ ทำให้อาร์ตนูโวกลายเป็นศิลปะที่คนทั้งเมืองจับต้องได้

  • โปสเตอร์ Gismonda
  • ชุดภาพ The Seasons

Antoni Gaudí

1852–1926

สถาปนิกผู้มองว่าธรรมชาติคือครูที่ดีที่สุด เพราะไม่มีเส้นตรง

สถาปนิกชาวคาตาลันผู้เชื่อว่า "ในธรรมชาติไม่มีเส้นตรง" ผลงานของเขาในบาร์เซโลนาทั้ง Casa Batlló, Casa Milà และมหาวิหาร Sagrada Família เต็มไปด้วยเส้นโค้งคล้ายกระดูก คลื่นทะเล และเกล็ดมังกร ตกแต่งด้วยเทคนิคปะกระเบื้องแตก (trencadís) ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำเมือง เกาดีทุ่มเทให้ Sagrada Família นานกว่าสี่สิบปีจนวันที่เขาเสียชีวิต และงานของเขาเจ็ดชิ้นได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

  • Casa Batlló
  • Sagrada Família

Notes

เกร็ดน่ารู้ของยุค

รู้หรือไม่?

คำว่า "Art Nouveau" มาจากชื่อร้านขายของตกแต่งในปารีสชื่อ Maison de l'Art Nouveau ที่เปิดในปี 1895 สไตล์นี้ถูกตั้งชื่อตามหน้าร้าน ไม่ใช่ตามสำนักศิลปะ

รู้หรือไม่?

ในเยอรมนีและออสเตรียเรียกอาร์ตนูโวว่า Jugendstil (สไตล์วัยหนุ่มสาว) ตามชื่อนิตยสาร Jugend ส่วนในอิตาลีเรียก Stile Liberty ตามชื่อห้าง Liberty ในลอนดอน ยุคเดียวกันแต่มีชื่อต่างกันไปในแต่ละประเทศ

รู้หรือไม่?

หลอดไฟฟ้าที่เพิ่งแพร่หลายคือพระเอกลับของยุค เพราะเป็นครั้งแรกที่โคมไฟไม่ต้องมีปล่องระบายควันเหมือนตะเกียงน้ำมัน นักออกแบบจึงดัดโครงโคมเป็นดอกไม้และแมลงได้อย่างอิสระเต็มที่

Thailand

ร่องรอยในเมืองไทย

อาร์ตนูโวเดินทางเข้าสยามช่วงปลายรัชกาลที่ 5 พร้อมกับสถาปนิกและช่างชาวยุโรปที่เข้ามารับราชการ ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือพระรามราชนิเวศน์ หรือ "วังบ้านปืน" ที่เพชรบุรี ออกแบบโดยสถาปนิกชาวเยอรมัน Karl Döhring ในสไตล์ Jugendstil (อาร์ตนูโวแบบเยอรมัน) เต็มไปด้วยกระจกสีลายดอกไม้และเส้นโค้งอ่อนช้อย ส่วนตามตึกแถวชิโน-โปรตุกีสเก่าในย่านเมืองเก่าภูเก็ต ก็ยังพบเหล็กดัดลายเถาวัลย์และช่องแสงกระจกสีที่เป็นกลิ่นอายอาร์ตนูโวหลงเหลือให้เดินดูได้จนทุกวันนี้

Era 10/14

อาร์ตเดโค (Art Deco)

ทศวรรษ 1920–1930

ยอดตึกไครสเลอร์ — สัญลักษณ์สูงเสียดฟ้าของยุคเครื่องจักร

ที่มา: Wikimedia Commons

Overview

ทำความรู้จักยุคนี้

หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจบลง โลกตะวันตกอยากลืมความเศร้าและฉลองชีวิตให้เต็มที่ ทศวรรษ 1920 จึงเป็นยุคของแจ๊ส รถยนต์ ไฟฟ้า โรงหนัง และเรือเดินสมุทรหรูข้ามมหาสมุทร ทุกอย่างวิ่งเร็วขึ้นและแวววาวขึ้น อาร์ตเดโคเกิดมาเพื่อฉลองความรู้สึกนี้โดยเฉพาะ ถ้าอาร์ตนูโวคือเส้นโค้งอ่อนช้อยของธรรมชาติ อาร์ตเดโคก็คือเส้นตรงเฉียบคมของเครื่องจักร ลายซิกแซก รูปพัด (sunburst) และขั้นบันไดสมมาตรถูกนำมาใช้กับทุกอย่างตั้งแต่ตึกระฟ้าไปจนถึงวิทยุตั้งโต๊ะ ยุคนี้หลงใหลวัสดุหรูอย่างโครเมียม แล็กเกอร์ งาช้าง และไม้มะเกลือ ผสมกับแรงบันดาลใจจากอียิปต์โบราณที่เพิ่งขุดพบสุสานตุตันคาเมนในปี 1922 อาร์ตเดโคคือสไตล์แรกของโลกที่ดังไปพร้อมกันทั่วทั้งโลกผ่านหนัง โฆษณา และห้างสรรพสินค้า ทำให้ "ความหรูหราแบบทันสมัย" กลายเป็นของที่คนชั้นกลางก็ใฝ่ฝันถึงได้เป็นครั้งแรก

องค์ประกอบที่เป็นลายเซ็น

  • ลายเรขาคณิต ซิกแซก และรูปพัดรัศมี (sunburst)
  • รูปทรงขั้นบันไดสมมาตร (stepped / ziggurat)
  • โครเมียม กระจกเงา และโลหะขัดเงา
  • วัสดุหรู แล็กเกอร์ ไม้มะเกลือ งาช้าง
  • แรงบันดาลใจจากอียิปต์ แอซเท็ก และแอฟริกา
  • เส้นบัวแนวนอนโค้งมนแบบ Streamline
  • ตัวอักษรทรงเหลี่ยมและป้ายนีออน
  • สีคู่ตัดกันจัด ดำ-ทอง เขียวหยก-เงิน

Architecture

สถาปัตยกรรมของยุค

ตึกอาร์ตเดโคย่าน Ocean Drive, ไมอามีบีชทศวรรษ 1930 · ฟลอริดา สหรัฐอเมริกาที่มา: Wikimedia Commons

ตึกริมหาด Ocean Drive, ไมอามีบีช

ทศวรรษ 1930

โรงแรมริมทะเลสีพาสเทลย่าน South Beach ที่รวมตึกอาร์ตเดโคไว้หนาแน่นที่สุดในโลก เส้นบัวแนวนอนสามเส้น หน้าต่างทรงกลมคล้ายช่องเรือ และป้ายไฟนีออนยามค่ำคืน คือลายเซ็นของสาย Streamline Moderne ที่ได้แรงบันดาลใจจากเรือและรถไฟ

ประติมากรรมนูน Wisdom เหนือทางเข้า Rockefeller Center1933 · นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาที่มา: Wikimedia Commons

ประติมากรรมนูน Rockefeller Center

1933

เหนือประตูอาคาร RCA ในนิวยอร์กมีรูปสลักนูน "Wisdom" ของ Lee Lawrie ร่างชายทรงเรขาคณิตปิดทองกำลังชี้ลงมา อาร์ตเดโคชอบผสานประติมากรรมชิ้นใหญ่เข้ากับตัวตึก ทำให้ตึกระฟ้าไม่ได้เป็นแค่กล่องออฟฟิศ แต่เป็นงานศิลปะสาธารณะ

Art

ศิลปะที่หล่อหลอมยุค

ภาพวาดของ Tamara de Lempicka (1930)1930ที่มา: Wikimedia Commons

จิตรกรรมของ Tamara de Lempicka

1930

จิตรกรหญิงเชื้อสายโปแลนด์ผู้ได้ฉายา "ราชินีแห่งภาพวาดอาร์ตเดโค" ภาพคนของเธอมีผิวเรียบวาวคล้ายโลหะ เหลี่ยมมุมแบบคิวบิสม์ และท่าทางเย่อหยิ่งมั่นใจ สะท้อนความหรูหราและอิสระของผู้หญิงยุคแจ๊สได้อย่างไม่มีใครเหมือน

Interiors

ห้องและบรรยากาศของยุค

ล็อบบี้ตึกไครสเลอร์ หินอ่อนแดงและเพดานจิตรกรรมนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาที่มา: Wikimedia Commons
ประตูลิฟต์ล็อบบี้ตึกเอ็มไพร์สเตต ลายรัศมีแบบเดโคนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาที่มา: Wikimedia Commons
ล็อบบี้ Foshay Tower, มินนีแอโพลิสมินนิโซตา สหรัฐอเมริกาที่มา: Wikimedia Commons
ภายในเรือเดินสมุทร SS Normandie เรือเดโคที่หรูที่สุดในโลกที่มา: Wikimedia Commons

Icons

ผลงานไอคอนิกประจำยุค

ตู้มุมของ Émile-Jacques Ruhlmann

1923

ตู้เก็บของทรงมุมที่ Ruhlmann ทำจากไม้มะเกลือมาคาสซาร์ฝังงาช้างเป็นลายจุดและช่อดอกไม้เล็กจิ๋ว ประณีตจนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเดียวแพงเท่าบ้านทั้งหลัง เป็นตัวแทนของอาร์ตเดโคฝรั่งเศสสายหรูที่ยังทำด้วยมือช่างล้วน ๆ

ตู้มุมโดย Émile-Jacques Ruhlmann1923ที่มา: Wikimedia Commons

แจกันกระจกของ René Lalique

ทศวรรษ 1920

Lalique คิดค้นวิธีหล่อกระจกด้วยแม่พิมพ์ให้ได้ลายนูนคมชัดจำนวนมาก ทำให้แจกันและของประดับกระจกสวยราคาเอื้อมถึงได้ ลายสัตว์ ดอกไม้ และร่างผู้หญิงในกระจกฝ้าของเขากลายเป็นภาพจำของความหรูแบบเดโค

แจกัน Serpent โดย René Laliqueทศวรรษ 1920ที่มา: Wikimedia Commons

ชั้นหนังสือ Skyscraper ของ Paul Frankl

1926

ชั้นหนังสือที่ Paul Frankl ออกแบบให้ลดหลั่นเป็นชั้น ๆ เหมือนตึกระฟ้านิวยอร์กที่ถอยร่นขึ้นไปตามกฎหมายอาคาร เป็นเฟอร์นิเจอร์ "สไตล์ตึกระฟ้า" ที่อเมริกาคิดขึ้นเอง สะท้อนความภูมิใจในเมืองสูงเสียดฟ้าของยุคนั้น

ชั้นหนังสือ Skyscraper โดย Paul Frankl1926ที่มา: Wikimedia Commons

Designers

นักออกแบบคนสำคัญ

Émile-Jacques Ruhlmann

1879–1933

นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่หรูที่สุดของยุคอาร์ตเดโค

นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ชาวฝรั่งเศสที่ได้ชื่อว่าหรูที่สุดของยุค ผลงานของเขาใช้ไม้มะเกลือมาคาสซาร์ฝังงาช้างเป็นเส้นบางเฉียบ ประณีตจนเฟอร์นิเจอร์หนึ่งชิ้นแพงเท่าบ้านทั้งหลัง รูห์ลมันน์เชื่อว่าของชั้นสูงต้องทำด้วยมือของช่างฝีมือที่ดีที่สุดเท่านั้น บูธของเขาในงานนิทรรศการปารีสปี 1925 ซึ่งเป็นต้นกำเนิดชื่อ "อาร์ตเดโค" ได้รับการยกย่องว่าหรูหราที่สุดในงาน และทำให้ดีไซน์ฝรั่งเศสกลายเป็นมาตรฐานความหรูของโลกไปอีกนาน

  • ตู้มุม Macassar
  • บูธ Hôtel du Collectionneur (1925)

René Lalique

1860–1945

ราชาแห่งกระจกผู้ทำให้ความหรูแบบเดโคผลิตได้จำนวนมาก

ช่างทองที่ผันตัวมาเป็นราชาแห่งกระจกของยุคอาร์ตเดโค ลาลิกคิดค้นวิธีหล่อกระจกจำนวนมากด้วยแม่พิมพ์ ทำให้แจกัน โคมไฟ และเครื่องประดับกระจกสวยงามมีราคาที่คนทั่วไปเอื้อมถึง เขาออกแบบทุกอย่างตั้งแต่ขวดน้ำหอมให้ Coty ไปจนถึงฝาครอบหม้อน้ำรถยนต์และผนังกระจกของเรือ Normandie ลายนูนของสัตว์ ดอกไม้ และร่างผู้หญิงในกระจกฝ้าของเขากลายเป็นภาพจำของความหรูแบบเดโคที่ยังผลิตขายในชื่อ Lalique จนถึงทุกวันนี้

  • แจกันกระจกหล่อลาย
  • งานตกแต่งเรือ SS Normandie

William Van Alen

1883–1954

สถาปนิกผู้ออกแบบตึกไครสเลอร์ ไอคอนของอาร์ตเดโค

สถาปนิกชาวอเมริกันผู้ออกแบบตึกไครสเลอร์ในนิวยอร์ก สัญลักษณ์สูงเสียดฟ้าของอาร์ตเดโค เขาแอบประกอบยอดโลหะสเตนเลสทรงพัดซ้อนกันไว้ในปล่องลิฟต์ แล้วยกขึ้นประกอบในเวลาไม่กี่นาที เพื่อชิงตำแหน่งตึกที่สูงที่สุดในโลกจากคู่แข่งแบบพลิกความคาดหมาย ยอดตึกที่วาววับด้วยเหล็กและหน้าต่างทรงสามเหลี่ยมของเขากลายเป็นภาพแทนของยุคเครื่องจักรที่คนทั้งโลกจำได้ แม้แวน อาเลนจะแทบไม่ได้งานใหญ่อีกเลยหลังจากนั้นเพราะทะเลาะเรื่องค่าออกแบบกับเจ้าของตึก

  • ตึกไครสเลอร์

Notes

เกร็ดน่ารู้ของยุค

รู้หรือไม่?

ชื่อ "Art Deco" เพิ่งถูกใช้จริงจังในทศวรรษ 1960 ย่อมาจากงานนิทรรศการ Exposition Internationale des Arts Décoratifs ที่ปารีสในปี 1925 คนในยุค 1920–30 ไม่ได้เรียกสไตล์ของตัวเองว่าอาร์ตเดโค

รู้หรือไม่?

การขุดพบสุสานตุตันคาเมนในปี 1922 จุดกระแส "อียิปต์ฟีเวอร์" ไปทั่วโลก ลายดอกบัว ปีกเหยี่ยว และขั้นบันไดพีระมิดจึงโผล่ไปอยู่บนทุกอย่างตั้งแต่โรงหนังยันตลับแป้ง

รู้หรือไม่?

ยอดแหลมสเตนเลสของตึกไครสเลอร์ถูกประกอบซ่อนไว้ในตึกแล้วยกขึ้นภายในเวลาราวเก้าสิบนาที เพื่อแอบทำลายสถิติตึกที่สูงที่สุดในโลก เอาชนะตึกคู่แข่งที่ 40 Wall Street แบบไม่ให้ตั้งตัว

Thailand

ร่องรอยในเมืองไทย

อาร์ตเดโคเข้ามาไทยช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 พอดี เป็นสไตล์ "สมัยใหม่" ที่รัฐบาลยุคนั้นชอบใช้กับอาคารสาธารณะเพื่อสื่อภาพความก้าวหน้า ตัวอย่างที่คนกรุงเทพฯ คุ้นตาที่สุดคือโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง (พ.ศ. 2476) ที่มีเส้นสายเรียบคมและลายเรขาคณิตแบบเดโคเต็มตัว ส่วนอาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก และตึกแถวเก่าย่านเจริญกรุงหลายหลัง ก็ยังโชว์เส้นบัวขั้นบันได รูปพัด และตัวอักษรทรงเหลี่ยมแบบเดโคให้เห็นอยู่จนทุกวันนี้

Era 11/14

เบาเฮาส์และโมเดิร์นนิสม์ (Bauhaus & International Style)

ค.ศ. 1919–ทศวรรษ 1950

อาคารเบาเฮาส์ เดสเซา ออกแบบโดย Walter Gropius (1926)

ที่มา: Wikimedia Commons

Overview

ทำความรู้จักยุคนี้

ปี 1919 ที่เยอรมนีหลังสงครามพ่ายแพ้และบอบช้ำ สถาปนิกชื่อ Walter Gropius เปิดโรงเรียนออกแบบชื่อ "เบาเฮาส์" ด้วยความเชื่อที่ปฏิวัติวงการ นั่นคือศิลปิน ช่างฝีมือ และโรงงานอุตสาหกรรมไม่ควรแยกจากกัน นักออกแบบต้องเรียนรู้ที่จะสร้างของดีที่ผลิตด้วยเครื่องจักรจำนวนมากได้ เพื่อให้คนธรรมดาเข้าถึงข้าวของที่สวยและใช้งานดีในราคาถูก คำขวัญประจำยุคคือ "รูปทรงตามการใช้งาน" (form follows function) ทุกอย่างที่ไม่จำเป็นถูกตัดทิ้ง เหลือไว้แต่เส้นตรง วงกลม สี่เหลี่ยม และวัสดุที่ซื่อตรงอย่างเหล็ก กระจก และคอนกรีต เมื่อรัฐบาลนาซีสั่งปิดโรงเรียนในปี 1933 ครูเบาเฮาส์กระจายตัวหนีไปทั่วโลกโดยเฉพาะอเมริกา พาแนวคิดนี้ไปงอกเงยเป็น International Style ตึกกระจกทรงกล่องที่กลายเป็นหน้าตาของเมืองใหญ่ทุกเมืองบนโลกจนถึงวันนี้ ตึกออฟฟิศกระจกทุกหลังที่เราเห็น ล้วนสืบสายมาจากห้องเรียนเล็ก ๆ แห่งนี้

องค์ประกอบที่เป็นลายเซ็น

  • รูปทรงเรขาคณิตพื้นฐาน วงกลม สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม
  • รูปทรงตามการใช้งาน ตัดของประดับที่ไม่จำเป็นทิ้ง
  • ท่อเหล็กกลวงชุบโครเมียม (tubular steel)
  • ผนังกระจกเต็มบานและโครงเหล็กเปลือย
  • สีแม่สีแดง เหลือง น้ำเงิน ตัดกับขาว-ดำ-เทา
  • แปลนเปิดโล่งไหลต่อเนื่อง (open plan)
  • ตัวอักษรไร้เชิง (sans-serif) และการจัดหน้าแบบตาราง
  • ผนังปูนขาวเรียบและหลังคาแบน (flat roof)

Architecture

สถาปัตยกรรมของยุค

German Pavilion, บาร์เซโลนา โดย Mies van der Rohe1929 · บาร์เซโลนา สเปนที่มา: Wikimedia Commons

German Pavilion (Barcelona Pavilion)

1929

ศาลาที่ Mies van der Rohe สร้างให้เยอรมนีในงานเวิลด์แฟร์บาร์เซโลนา ไร้ผนังทึบและห้องปิดตาย เหลือแค่แผ่นหินอ่อน หินทราเวอร์ทีน และกระจกวางสลับกันให้พื้นที่ไหลต่อเนื่อง เป็นบทพิสูจน์วลี "less is more" ที่ชัดเจนที่สุด

Villa Savoye, ปัวซี โดย Le Corbusier1931 · ปัวซี ฝรั่งเศสที่มา: Wikimedia Commons

Villa Savoye

1931

บ้านกล่องสีขาวของ Le Corbusier ที่ยกลอยบนเสากลม (pilotis) เปิดใต้ถุนโล่ง หน้าต่างยาวเป็นแถบ และมีสวนบนหลังคา รวมทั้งห้าหลักสถาปัตยกรรมโมเดิร์นของเขาไว้ในหลังเดียว เขาเรียกบ้านว่า "เครื่องจักรสำหรับอยู่อาศัย"

Art

ศิลปะที่หล่อหลอมยุค

Composition II in Red, Blue, and Yellow (1930) โดย Piet Mondrian1930ที่มา: Wikimedia Commons

Composition โดย Piet Mondrian

1930

ภาพนามธรรมที่ Mondrian เหลือไว้แค่แม่สีแดง เหลือง น้ำเงิน ตัดด้วยเส้นดำและช่องขาว ไม่มีรูปคนหรือทิวทัศน์ใด ๆ ภาษาภาพเรียบสุดขั้วนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เรขาคณิตและการจัดหน้าของเบาเฮาส์ทั้งยุค

Interiors

ห้องและบรรยากาศของยุค

ห้องผู้อำนวยการเบาเฮาส์ (จำลองสภาพราวปี 1926)เดสเซา เยอรมนีที่มา: Wikimedia Commons
ห้องนั่งเล่น Villa Tugendhat โดย Mies van der Roheเบอร์โน สาธารณรัฐเช็กที่มา: Wikimedia Commons
ภายใน German Pavilion — พื้นที่ที่ไหลผ่านแผ่นหินและกระจกบาร์เซโลนา สเปนที่มา: Wikimedia Commons

Icons

ผลงานไอคอนิกประจำยุค

เก้าอี้ Wassily (B3)

1925

เก้าอี้ท่อเหล็กตัวแรกของโลกที่ Marcel Breuer คิดขึ้นตอนมองแฮนด์จักรยานของตัวเอง เขาดัดท่อเหล็กกลวงเป็นโครง แล้วขึงหนังเป็นที่นั่งและพนัก ทั้งเบา แข็งแรง และผลิตในโรงงานได้ กลายเป็นต้นแบบของเฟอร์นิเจอร์เหล็กสมัยใหม่ทั้งหมด

เก้าอี้ Wassily (B3) โดย Marcel Breuer1925ที่มา: Wikimedia Commons

เก้าอี้ Barcelona

1929

เก้าอี้ที่ Mies van der Rohe และ Lilly Reich ออกแบบเพื่อ German Pavilion ตั้งใจให้เป็นบัลลังก์รับกษัตริย์สเปน โครงเหล็กแบนโค้งไขว้กันรับเบาะหนังเย็บเป็นตาราง เรียบหรูจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของรสนิยมโมเดิร์นมาเกือบร้อยปี

เก้าอี้ Barcelona โดย Mies van der Rohe และ Lilly Reich1929ที่มา: Wikimedia Commons

เก้าอี้ท่อเหล็กทรงคานยื่น (Cantilever)

ทศวรรษ 1920

เก้าอี้ที่ใช้ความยืดหยุ่นของท่อเหล็กโค้งเป็นฐานตัว L แทนขาหลัง ทำให้นั่งแล้วเด้งรับน้ำหนักได้เบา ๆ เป็นนวัตกรรมที่ Mart Stam, Mies และ Breuer ต่างพัฒนาในเวลาไล่เลี่ยกัน และยังเป็นแม่แบบเก้าอี้สำนักงานจนถึงทุกวันนี้

เก้าอี้ท่อเหล็กทรงคานยื่น (MR) และโต๊ะ B10ทศวรรษ 1920ที่มา: Wikimedia Commons

Designers

นักออกแบบคนสำคัญ

Walter Gropius

1883–1969

สถาปนิกผู้ก่อตั้งเบาเฮาส์ และวางรากฐานการสอนออกแบบสมัยใหม่

สถาปนิกชาวเยอรมันผู้ก่อตั้งโรงเรียนเบาเฮาส์ในปี 1919 และเขียนแถลงการณ์ว่าเป้าหมายสูงสุดของงานสร้างสรรค์ทั้งหมดคือ "อาคาร" ที่รวมศิลปะทุกแขนงไว้ด้วยกัน เขาออกแบบตัวอาคารเบาเฮาส์ที่เมืองเดสเซาเองในปี 1926 ด้วยผนังกระจกโปร่งทั้งด้าน เผยให้เห็นกิจกรรมข้างในเหมือนโชว์เครื่องจักรของโรงงาน หลังหนีนาซีไปอเมริกา โกรเปียสไปเป็นคณบดีคณะสถาปัตย์ที่ฮาร์วาร์ด และปั้นสถาปนิกอเมริกันรุ่นใหม่ทั้งรุ่นให้เชื่อในดีไซน์แบบโมเดิร์น

  • อาคารเบาเฮาส์ เดสเซา
  • โรงงาน Fagus

Ludwig Mies van der Rohe

1886–1969

ผู้อำนวยการคนสุดท้ายของเบาเฮาส์ และเจ้าของวลี less is more

สถาปนิกชาวเยอรมัน–อเมริกัน ผู้อำนวยการคนสุดท้ายของเบาเฮาส์ และเจ้าของวลีอมตะ "less is more" (ยิ่งน้อยยิ่งได้มาก) เขาลดสถาปัตยกรรมให้เหลือแค่โครงเหล็ก กระจกใส และพื้นที่ว่างที่ไหลต่อเนื่อง German Pavilion ที่บาร์เซโลนาและตึกกระจก Seagram ในนิวยอร์กของเขา กลายเป็นต้นแบบของตึกระฟ้ากระจกทั่วโลก เก้าอี้ Barcelona ที่เขาออกแบบร่วมกับ Lilly Reich ยังเป็นสัญลักษณ์ของรสนิยมโมเดิร์นจนถึงทุกวันนี้

  • German Pavilion
  • Seagram Building

Marcel Breuer

1902–1981

ผู้คิดเก้าอี้ท่อเหล็กตัวแรกของโลก

ลูกศิษย์เบาเฮาส์ชาวฮังการีที่กลายมาเป็นอาจารย์ตั้งแต่อายุยังน้อย วันหนึ่งขณะปั่นจักรยาน เขามองแฮนด์เหล็กกลวงแล้วเกิดไอเดียว่า ถ้าดัดท่อเหล็กแบบนี้มาทำเก้าอี้ก็คงเบาและแข็งแรง จนได้เก้าอี้ Wassily เก้าอี้ท่อเหล็กตัวแรกของโลกในปี 1925 ต่อมาเขาพัฒนาเก้าอี้ท่อเหล็กทรงคานยื่นที่นั่งแล้วเด้งได้โดยไม่ต้องมีขาหลัง หลังย้ายไปอเมริกา บรอยเออร์ยังออกแบบอาคารสำคัญอย่างพิพิธภัณฑ์ Whitney ในนิวยอร์ก และเป็นสะพานเชื่อมดีไซน์เบาเฮาส์เข้าสู่โลกสมัยใหม่

  • เก้าอี้ Wassily
  • เก้าอี้ Cesca

Notes

เกร็ดน่ารู้ของยุค

รู้หรือไม่?

เบาเฮาส์เปิดสอนอยู่เพียง 14 ปี (1919–1933) และย้ายที่ตั้งถึงสามเมืองคือไวมาร์ เดสเซา และเบอร์ลิน ก่อนถูกนาซีสั่งปิด แต่กลับกลายเป็นโรงเรียนออกแบบที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์

รู้หรือไม่?

ผู้หญิงที่มาเรียนเบาเฮาส์ถูกผลักให้ไปเรียนแผนกทอผ้าเกือบทั้งหมด เพราะยุคนั้นมองว่าไม่เหมาะกับงานสถาปัตย์ แต่แผนกทอผ้ากลับผลิตงานสิ่งทอที่ล้ำสมัยและทำเงินให้โรงเรียนได้มากที่สุด

รู้หรือไม่?

เก้าอี้ Wassily ไม่ได้ตั้งชื่อตามผู้ออกแบบ แต่ตั้งตามจิตรกร Wassily Kandinsky เพื่อนร่วมสอนที่เบาเฮาส์ซึ่งชอบเก้าอี้ตัวนี้มาก และชื่อนี้เพิ่งถูกตั้งตอนนำกลับมาผลิตใหม่ในทศวรรษ 1960 ไม่ใช่ชื่อดั้งเดิม

Thailand

ร่องรอยในเมืองไทย

แนวคิดโมเดิร์นนิสม์แบบเบาเฮาส์เดินทางมาถึงไทยผ่านสถาปนิกรุ่นบุกเบิกที่ไปร่ำเรียนจากยุโรปและอเมริกาช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ในไทยเริ่มสอนหลักการ "รูปทรงตามการใช้งาน" อาคารราชการ ธนาคาร และตึกออฟฟิศยุค พ.ศ. 2500 เป็นต้นมาจึงเปลี่ยนจากลายปูนปั้นมาเป็นกล่องคอนกรีตเรียบ ผนังกระจก และเสาลอยยกใต้ถุนโล่งแบบ Le Corbusier ทุกวันนี้ตึกกระจกทรงกล่องที่เรียงรายอยู่ตามถนนสีลมและสาทร ก็คือลูกหลานสายตรงของ International Style ที่ถือกำเนิดในห้องเรียนเบาเฮาส์เมื่อร้อยปีก่อนนั่นเอง

Era 12/14

มิดเซนจูรีโมเดิร์น (Mid-Century Modern)

ค.ศ. 1945–1969

บ้านโมเดิร์นกลางธรรมชาติ — ผนังกระจกคือหัวใจของยุค

ที่มา: Wikimedia Commons

Overview

ทำความรู้จักยุคนี้

หลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลง โลกตะวันตกเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู ชนชั้นกลางขยายตัว บ้านชานเมืองผุดขึ้นนับล้านหลัง และทุกหลังต้องการเฟอร์นิเจอร์ราคาจับต้องได้ นักออกแบบยุคนี้จึงหยิบเทคโนโลยีจากโรงงานผลิตอาวุธ ทั้งไม้อัดดัดโค้ง ไฟเบอร์กลาส และอะลูมิเนียม มาผลิตเฟอร์นิเจอร์จำนวนมากที่ทั้งสวย เบา และถูกลงกว่าเดิมหลายเท่า ภายใต้ความเชื่อว่า "ดีไซน์ที่ดีต้องเข้าถึงคนทุกคน" เส้นสายจึงเรียบสะอาด ขาเฟอร์นิเจอร์เรียวลอยตัวเปิดพื้นให้ห้องดูโปร่ง ผนังกระจกเต็มบานลบเส้นแบ่งระหว่างบ้านกับสวน ส่วนสีอบอุ่นอย่างส้มอิฐ เหลืองมัสตาร์ด และเขียวมะกอกก็กลายเป็นลายเซ็นประจำยุค จนถึงวันนี้ Mid-Century Modern ยังเป็นสไตล์ที่คนทั่วโลกตามหามากที่สุดสไตล์หนึ่ง เพราะมันพิสูจน์มาแล้วกว่าเจ็ดสิบปีว่าความเรียบง่ายไม่มีวันตกยุค

องค์ประกอบที่เป็นลายเซ็น

  • ขาเฟอร์นิเจอร์เรียวสอบปลาย (tapered legs)
  • ไม้อัดดัดโค้งและไม้วอลนัท/สัก
  • ผนังกระจกเต็มบานเชื่อมบ้านกับสวน
  • สีมัสตาร์ด ส้มอิฐ เขียวมะกอก
  • พื้นหินขัด (terrazzo)
  • บล็อกช่องลม (breeze block)
  • โคมไฟทรงประติมากรรม เช่น Sputnik
  • แปลนเปิดโล่ง ครัวต่อเนื่องห้องนั่งเล่น

Architecture

สถาปัตยกรรมของยุค

Farnsworth House, Plano, Illinois1951 · อิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกาที่มา: Wikimedia Commons

Farnsworth House

1951

บ้านกระจกกลางทุ่งของ Mies van der Rohe ที่เหลือแค่พื้น หลังคา และเสาเหล็กสีขาว 8 ต้น ไร้ผนังทึบโดยสิ้นเชิง คือคำประกาศว่าสถาปัตยกรรมโมเดิร์นต้องการแค่ "น้อยแต่ครบ" และกลายเป็นแม่แบบของบ้านกระจกทั่วโลก

Eames House, Pacific Palisades1949 · แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาที่มา: Wikimedia Commons

Eames House (Case Study House No. 8)

1949

บ้านและสตูดิโอของ Charles และ Ray Eames ประกอบจากชิ้นส่วนเหล็กสำเร็จรูปที่สั่งจากแคตตาล็อกโรงงาน สร้างเสร็จในเวลาไม่กี่วัน พิสูจน์ว่าวัสดุอุตสาหกรรมราคาถูกก็สร้างบ้านที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยชีวิตได้

Art

ศิลปะที่หล่อหลอมยุค

โมบายล์ของ Alexander Calderที่มา: Wikimedia Commons

โมบายล์ของ Alexander Calder

1940s–1960s

ประติมากรรมแขวนที่เคลื่อนไหวตามลมของ Calder คือศิลปะคู่บ้านโมเดิร์น รูปทรงอิสระ (organic shape) แบบเดียวกันนี้ไหลเข้าไปอยู่ในโต๊ะ โคมไฟ และลายผ้าของยุคทั้งยุค

Interiors

ห้องและบรรยากาศของยุค

ห้องนั่งเล่นเปิดโล่ง หัวใจของบ้านยุคมิดเซนจูรีที่มา: Wikimedia Commons
ภายใน Eames House — โมเดิร์นที่อบอุ่นด้วยของรักของสะสมแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาที่มา: Wikimedia Commons
Conversation pit — หลุมนั่งเล่นสัญลักษณ์ความสนุกของยุคที่มา: Wikimedia Commons

Icons

ผลงานไอคอนิกประจำยุค

Eames Lounge Chair & Ottoman

1956

เก้าอี้ไม้อัดดัดโค้งบุหนังที่ Charles Eames ตั้งใจให้นั่งแล้วรู้สึกเหมือน "ถูกถุงมือเบสบอลใบเก่าโอบไว้" ผลิตต่อเนื่องมาเกือบ 70 ปีโดยแทบไม่เปลี่ยนแบบ และยังเป็นเก้าอี้ในฝันของคนรักดีไซน์ทั่วโลก

Eames Lounge Chair (670) & Ottoman (671)1956ที่มา: Wikimedia Commons

Noguchi Coffee Table

1947

โต๊ะกลางของ Isamu Noguchi ที่เกิดจากไม้โค้งสองชิ้นเหมือนกันทุกประการสอดขัดกัน รับกระจกสามเหลี่ยมมนหนึ่งแผ่น เรียบจนเหมือนไม่ได้ออกแบบ แต่คือประติมากรรมที่ใช้วางแก้วกาแฟได้

Noguchi Coffee Table (IN-50)1947ที่มา: Wikimedia Commons

Egg Chair

1958

Arne Jacobsen ปั้นเก้าอี้ทรงไข่นี้ในโรงรถของตัวเองด้วยปูนปลาสเตอร์ เพื่อล็อบบี้โรงแรม SAS Royal ในโคเปนเฮเกน ทรงโค้งโอบทั้งตัวสร้าง "ห้องส่วนตัว" กลางพื้นที่สาธารณะ — ไอเดียที่โรงแรมทั่วโลกยังลอกจนถึงวันนี้

Egg Chair โดย Arne Jacobsen1958ที่มา: Wikimedia Commons

Designers

นักออกแบบคนสำคัญ

Charles & Ray Eames

1907–1978 / 1912–1988

คู่สามีภรรยาที่ทำให้เฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ดีราคาโรงงานเป็นเรื่องจริง

สองนักออกแบบจากลอสแอนเจลิสที่เชื่อว่า "ของดีที่สุดเพื่อคนมากที่สุดในราคาถูกที่สุด" คือหน้าที่ของนักออกแบบ ทั้งคู่พัฒนาเทคนิคดัดไม้อัดจากงานผลิตเฝือกให้กองทัพเรือ แล้วต่อยอดเป็นเก้าอี้ โต๊ะ และของเล่นนับร้อยชิ้น พร้อมทั้งถ่ายหนังสั้นและออกแบบนิทรรศการ จนกลายเป็นสตูดิโอออกแบบที่ทรงอิทธิพลที่สุดของศตวรรษที่ 20

  • Eames Lounge Chair
  • Eames House

Arne Jacobsen

1902–1971

สถาปนิกเดนมาร์กผู้ยกระดับ Scandinavian Modern สู่สายตาโลก

สถาปนิกที่ออกแบบทุกอย่างตั้งแต่ตัวอาคารยันช้อนส้อม ผลงานโรงแรม SAS Royal ที่โคเปนเฮเกนคือ "งานออกแบบเบ็ดเสร็จ" ที่เขาคุมเองหมดทั้งตึก เฟอร์นิเจอร์ โคมไฟ และลูกบิดประตู เก้าอี้ Egg, Swan และ Ant ของเขากลายเป็นทูตของดีไซน์เดนมาร์ก และยังผลิตขายจนถึงปัจจุบัน

  • Egg Chair
  • Ant Chair

Isamu Noguchi

1904–1988

ประติมากรที่ทำให้เส้นแบ่งระหว่างศิลปะกับเฟอร์นิเจอร์หายไป

ศิลปินลูกครึ่งญี่ปุ่น–อเมริกันที่มองว่าโต๊ะหนึ่งตัวก็เป็นประติมากรรมได้ งานของเขาผสมความนิ่งแบบสวนหินญี่ปุ่นเข้ากับรูปทรงอิสระแบบโมเดิร์น ตั้งแต่โต๊ะกระจก IN-50 โคมกระดาษ Akari ไปจนถึงสวนสาธารณะทั้งสวน ทำให้บ้านโมเดิร์นตะวันตกมีลมหายใจแบบตะวันออก

  • Noguchi Coffee Table
  • โคมไฟ Akari

Notes

เกร็ดน่ารู้ของยุค

รู้หรือไม่?

เทคนิคไม้อัดดัดโค้งอันเลื่องชื่อของ Eames ไม่ได้เกิดจากงานเฟอร์นิเจอร์ แต่เกิดจากเฝือกขา (leg splint) ที่ทั้งคู่ผลิตส่งกองทัพเรือสหรัฐฯ ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

รู้หรือไม่?

คำว่า "Mid-Century Modern" เพิ่งถูกบัญญัติขึ้นในปี 1984 โดยนักเขียน Cara Greenberg — คนยุค 1950s ไม่เคยเรียกสไตล์ของตัวเองแบบนี้เลย

รู้หรือไม่?

Eames Lounge Chair เปิดตัวครั้งแรกไม่ใช่ในนิตยสารดีไซน์ แต่ในรายการโทรทัศน์สด NBC ปี 1956 — เป็นเฟอร์นิเจอร์รุ่นแรก ๆ ของโลกที่เดบิวต์ทางทีวี

Thailand

ร่องรอยในเมืองไทย

ไทยรับโมเดิร์นนิสม์เต็มตัวช่วงหลังสงครามเช่นกัน อาคารราชการ มหาวิทยาลัย และโรงภาพยนตร์ยุค พ.ศ. 2490–2510 จำนวนมากใช้เส้นสายเรียบ กันสาดคอนกรีตบางเฉียบ และบล็อกช่องลมที่กลายเป็นเอกลักษณ์เมืองร้อน ตัวอย่างที่คนไทยคุ้นตาที่สุดคือโรงภาพยนตร์สกาลาที่สยามสแควร์ ส่วนบ้านไม้สองชั้นยุคคุณปู่ที่มีเหล็กดัดลายเรขาคณิต พื้นหินขัด และช่องลมเหนือประตู ก็คือมิดเซนจูรีฉบับไทยแท้ที่หลายคนมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย

Era 13/14

โพสต์โมเดิร์นและเมมฟิส (Postmodern & Memphis)

ค.ศ. 1972–1989

ห้องเมมฟิสเต็มรูปแบบ สนุก จัดจ้าน และไม่จริงจังกับกฎเดิม

ที่มา: Wikimedia Commons

Overview

ทำความรู้จักยุคนี้

พอถึงทศวรรษ 1970 คนรุ่นใหม่เริ่มเบื่อกฎ "น้อยแต่มาก" ของยุคโมเดิร์นที่ทุกอย่างเรียบ ขาว และเหมือนกันไปหมด นักออกแบบกลุ่มหนึ่งจึงลุกขึ้นมาบอกว่า "น้อยแล้วมันน่าเบื่อ" แล้วดึงสิ่งที่โมเดิร์นเคยห้ามกลับเข้าบ้านอีกครั้ง ทั้งสีจัดจ้าน ลวดลาย เสาโรมัน หน้าจั่ว และมุกตลกร้าย ยุคนี้ตรงกับเศรษฐกิจฟองสบู่ยุค 80 ที่ผู้คนมีเงินใช้ วัฒนธรรม MTV โฆษณา และห้างสรรพสินค้าเฟื่องฟู ดีไซน์จึงกลายเป็นเรื่องของความสนุกและการแสดงตัวตน ไฮไลต์อยู่ที่ปี 1981 ที่กลุ่ม Memphis จากมิลานเปิดตัวเฟอร์นิเจอร์สีสดที่ใช้ลามิเนตพลาสติกลายกราฟิก ทำเอาวงการตะลึงทั้งงาน คนรักก็รักสุดใจ คนเกลียดก็เกลียดเข้าไส้ แต่ไม่มีใครเมินเฉยได้ โพสต์โมเดิร์นจึงไม่ใช่แค่สไตล์ แต่คือการประกาศอิสรภาพว่าการออกแบบบ้านไม่จำเป็นต้องจริงจังเสมอไป

องค์ประกอบที่เป็นลายเซ็น

  • ลายเส้นขยุกขยิกขาว-ดำ (squiggle / Bacterio pattern)
  • สีสดปะทะกัน พาสเทลชนสีนีออน
  • ลามิเนตพลาสติกลายกราฟิก (Abet Laminati)
  • รูปทรงเรขาคณิตเล่นสนุก สามเหลี่ยม วงกลม ซิกแซก
  • เสาและหน้าจั่วอ้างอิงคลาสสิกแบบล้อเลียน (ironic columns)
  • เตอร์ราซโซเม็ดสีใหญ่ (chunky terrazzo)
  • การจับของแพงกับของถูกมาอยู่ในชิ้นเดียว
  • เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นประติมากรรมมากกว่าประโยชน์ใช้สอย

Architecture

สถาปัตยกรรมของยุค

Neue Staatsgalerie, สตุ๊ตการ์ต1984 · สตุ๊ตการ์ต เยอรมนีที่มา: Wikimedia Commons

Neue Staatsgalerie

1984

ส่วนต่อขยายพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เมืองสตุ๊ตการ์ตของ James Stirling ที่จับผังพิพิธภัณฑ์คลาสสิกมาผสมกับราวจับสีชมพู-ฟ้าสดใส และก้อนหินที่จงใจทำให้ดูเหมือนหลุดร่วงจากผนัง เป็นการล้อความขรึมของสถาปัตยกรรมเก่าอย่างมีอารมณ์ขัน จนกลายเป็นอาคารโพสต์โมเดิร์นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดหลังหนึ่งของโลก

AT&T Building (ปัจจุบันคือ 550 Madison Avenue), นิวยอร์ก1984 · นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาที่มา: Wikimedia Commons

AT&T Building (550 Madison Avenue)

1984

ตึกระฟ้าของ Philip Johnson ที่ช็อกวงการด้วยการวางยอดหินทรงหน้าจั่วเจาะวงกลมตรงกลาง จนถูกล้อว่าเหมือนหัวตู้เฟอร์นิเจอร์ Chippendale การเอาลวดลายเฟอร์นิเจอร์โบราณมาครอบตึกสำนักงานสูงระฟ้าคือคำประกาศดัง ๆ ว่ายุคกล่องกระจกเรียบเกลี้ยงได้จบลงแล้ว

Art

ศิลปะที่หล่อหลอมยุค

พรม Memphis โดย Nathalie Du Pasquier (1985)1985ที่มา: Wikimedia Commons

ลายผ้าและกราฟิกของ Memphis

1980s

หัวใจของยุคนี้อยู่ที่ "พื้นผิว" Nathalie Du Pasquier สมาชิกสาวของกลุ่ม Memphis ออกแบบลายพรมและผ้าที่เต็มไปด้วยจุด เส้นซิกแซก และสีปะทะกันอย่างสนุก ลายเหล่านี้ถูกพิมพ์ลงบนลามิเนต ผ้า และวอลเปเปอร์ จนกลายเป็นภาษาภาพประจำทศวรรษ 1980 ที่เรายังเห็นซ้ำในแฟชั่นและกราฟิกจนถึงวันนี้

Interiors

ห้องและบรรยากาศของยุค

คอลเลกชัน Memphis ที่พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีสปารีส ฝรั่งเศสที่มา: Wikimedia Commons
โต๊ะเครื่องแป้ง Plaza โดย Michael Graves (1981) — โพสต์โมเดิร์นสายเมมฟิสปารีส ฝรั่งเศสที่มา: Wikimedia Commons

Icons

ผลงานไอคอนิกประจำยุค

Carlton Room Divider

1981

ชั้นวางชิ้นเอกของ Ettore Sottsass ที่ใช้ลามิเนตสีสดต่อกันเป็นรูปคนกางแขน ชั้นเอียงจนแทบวางของไม่ได้ เพราะเขาตั้งใจให้มันเป็นประติมากรรมสำหรับอยู่ร่วมบ้านมากกว่าเฟอร์นิเจอร์ใช้งาน และมันกลายเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่ม Memphis ทั้งกลุ่ม

Carlton Room Divider โดย Ettore Sottsass1981ที่มา: Wikimedia Commons

Poltrona di Proust

1978

Alessandro Mendini หยิบเก้าอี้ทรงบาโรกเก่ามาลงมือทาสีเป็นจุดเล็ก ๆ ด้วยมือแบบภาพวาด Pointillism ทำให้เก้าอี้ราคาถูกกลายเป็นงานศิลปะ และตั้งคำถามเล่น ๆ ว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้ของชิ้นหนึ่งดูมีรสนิยม

Poltrona di Proust โดย Alessandro Mendini1978ที่มา: Wikimedia Commons

Ultrafragola Mirror

1970

กระจกเงาทรงคลื่นเรืองแสงสีชมพูของ Ettore Sottsass ที่ออกแบบตั้งแต่ปี 1970 ล้ำหน้ายุคไปไกล วันนี้มันกลับมาเป็นของที่คนทั้งโลกตามหาผ่านโซเชียลมีเดีย เพราะแสงนุ่ม ๆ รอบขอบกระจกทำให้ภาพเซลฟีดูสวยขึ้นอย่างน่าประหลาด

Ultrafragola Mirror โดย Ettore Sottsass1970ที่มา: Wikimedia Commons

Designers

นักออกแบบคนสำคัญ

Ettore Sottsass

1917–2007

สถาปนิกผู้ก่อตั้งกลุ่ม Memphis และพลิกนิยามคำว่าดีไซน์ดี

สถาปนิกและนักออกแบบชาวอิตาลีผู้ก่อตั้งกลุ่ม Memphis ตอนอายุกว่า 60 ปี เขาเชื่อว่าเฟอร์นิเจอร์ไม่ได้มีไว้แค่ใช้งาน แต่ควรกระตุ้นอารมณ์และเล่าเรื่องได้เหมือนงานศิลปะ ก่อนหน้านั้นเขาออกแบบเครื่องพิมพ์ดีด Valentine สีแดงให้ Olivetti จนโด่งดังไปทั่วโลก งาน Memphis ของเขาจับลามิเนตราคาถูกมาชนกับรูปทรงสนุก ๆ และเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังกล้าเล่นกับสีและลายมากขึ้น

  • Carlton Room Divider
  • Ultrafragola Mirror

Michael Graves

1934–2015

สถาปนิกผู้พาโพสต์โมเดิร์นจากแกลเลอรีสู่ครัวบ้านคนธรรมดา

สถาปนิกอเมริกันผู้พาสถาปัตยกรรมโพสต์โมเดิร์นเข้าสู่กระแสหลักด้วยอาคาร Portland Building ที่กล้าใช้สีและลายอ้างอิงคลาสสิกกลางเมืองที่เคยมีแต่ตึกกระจก แต่สิ่งที่ทำให้คนทั่วไปรู้จักเขาคือกาต้มน้ำนกหวีดของ Alessi และคอลเลกชันข้าวของเครื่องใช้ราคาย่อมเยาให้ห้าง Target ปลายยุค 90 เขาพิสูจน์ว่าดีไซน์ดีระดับสถาปนิกไม่จำเป็นต้องแพง และควรอยู่ในครัวของทุกบ้านได้จริง

  • Portland Building
  • กาต้มน้ำ Alessi 9093

Alessandro Mendini

1931–2019

นักคิดผู้ปูทางความคิดโพสต์โมเดิร์นให้ทั้งวงการ

นักออกแบบและนักคิดชาวอิตาลีผู้เชื่อว่าการออกแบบคือการวิพากษ์สังคม เขานำเก้าอี้เก่าธรรมดามาทาสีจุดเล็ก ๆ แบบภาพวาด Pointillism จนกลายเป็น Poltrona di Proust ที่เป็นทั้งงานศิลปะและคำล้อเลียนรสนิยมชนชั้นสูง ในฐานะบรรณาธิการนิตยสารดีไซน์และหัวเรือของสตูดิโอ Alchimia เขาปูทางความคิดให้กลุ่ม Memphis และออกแบบพิพิธภัณฑ์ Groninger ที่เนเธอร์แลนด์ให้ดูเหมือนกล่องของเล่นยักษ์

  • Poltrona di Proust
  • Groninger Museum

Notes

เกร็ดน่ารู้ของยุค

รู้หรือไม่?

ชื่อกลุ่ม Memphis มาจากเพลง Stuck Inside of Mobile with the Memphis Blues Again ของ Bob Dylan ที่เปิดวนซ้ำทั้งคืนในวันประชุมก่อตั้งกลุ่มเมื่อธันวาคม 1980 พวกเขาชอบคำนี้เพราะหมายถึงทั้งเมืองร็อกแอนด์โรลในสหรัฐฯ และเมืองหลวงเก่าของอียิปต์โบราณไปพร้อมกัน

รู้หรือไม่?

ห้องเมมฟิสในภาพเปิดของยุคนี้คือห้องของ Karl Lagerfeld ดีไซเนอร์แห่ง Chanel ที่หลงใหล Memphis ถึงขั้นตกแต่งอพาร์ตเมนต์ที่โมนาโกด้วยเฟอร์นิเจอร์กลุ่มนี้ทั้งห้อง ก่อนจะนำออกประมูลขายทั้งหมดในปี 1991

รู้หรือไม่?

Michael Graves ออกแบบข้าวของกว่าสองพันชิ้นให้ห้าง Target จนของดีไซน์ระดับสถาปนิกไปวางขายอยู่ข้างผงซักฟอก เป็นการพาโพสต์โมเดิร์นจากแกลเลอรีสู่บ้านคนธรรมดาอย่างแท้จริง

Thailand

ร่องรอยในเมืองไทย

ไทยเองก็มีสถาปัตยกรรมโพสต์โมเดิร์นที่โลกจดจำ นั่นคือตึกหุ่นยนต์ (Robot Building) ริมถนนสาทรที่ ดร. สุเมธ ชุมสาย ออกแบบให้ธนาคารเอเชียเมื่อปี พ.ศ. 2529 โดยตั้งใจล้อเลียนกล่องกระจกจริงจังของยุคโมเดิร์นด้วยหน้าตาหุ่นยนต์ที่มีน็อต ลูกตา และเสาอากาศ จนถูกยกเป็นหนึ่งในอาคารสำคัญของศตวรรษที่ 20 นอกจากนี้ห้างและอาคารพาณิชย์ยุค 2530 ทั่วกรุงเทพฯ ก็เต็มไปด้วยสีจัด เสาโรมันปลอม และลายเรขาคณิตแบบเมมฟิสที่หลายคนโตมากับมันโดยไม่รู้เลยว่านั่นคือโพสต์โมเดิร์น

Era 14/14

ร่วมสมัย (Contemporary)

ค.ศ. 1990–ปัจจุบัน

บ้านร่วมสมัย เรียบ โปร่ง และเปิดรับแสงธรรมชาติเต็มที่

ที่มา: Unsplash

Overview

ทำความรู้จักยุคนี้

ยุคร่วมสมัยไม่มี "สไตล์เดียว" อีกต่อไป เพราะอินเทอร์เน็ตทำให้คนทั้งโลกเห็นงานออกแบบของกันและกันได้ในพริบตา เทรนด์จึงไหลข้ามประเทศเร็วอย่างไม่เคยมีมาก่อน IKEA และแบรนด์มินิมัลอย่าง Muji ทำให้ดีไซน์เรียบง่ายกลายเป็นของที่ทุกบ้านซื้อได้ ความเรียบแบบสแกนดิเนเวียและญี่ปุ่นมาเจอกันเป็น Japandi ตึกแถวและโรงงานเก่าถูกชุบชีวิตใหม่เป็นลอฟต์อินดัสเทรียล ขณะเดียวกันวิกฤตสิ่งแวดล้อมก็ผลักให้เรื่องความยั่งยืน วัสดุรีไซเคิล และการพาต้นไม้เข้าบ้านกลายเป็นหัวใจสำคัญ และล่าสุดคอมพิวเตอร์กับ AI ก็เข้ามาเป็นเครื่องมือจริงในมือนักออกแบบ ช่วยทั้งวาดแบบ เรนเดอร์ภาพ และลองไอเดียได้เร็วขึ้นหลายเท่า ยุคนี้จึงไม่ได้ผูกกับหน้าตาแบบใดแบบหนึ่ง แต่ผูกกับความคิดที่ว่าบ้านที่ดีควรเรียบง่าย ยืดหยุ่น และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างพอดี

องค์ประกอบที่เป็นลายเซ็น

  • โทนสีธรรมชาติ เบจ-เทา-ขาว (neutral palette)
  • ไม้อ่อนและวัสดุธรรมชาติ ผ้าลินิน หวาย
  • แปลนเปิดโล่งและแสงธรรมชาติเต็มบาน
  • ต้นไม้ในบ้าน (biophilic design)
  • เส้นสายเรียบสะอาด เก็บของให้ดูโล่ง (minimalism)
  • ผสมผสานตะวันออก-ตะวันตก (Japandi)
  • ปูนเปลือย เหล็ก และอิฐโชว์แนว (industrial)
  • วัสดุรีไซเคิลและงานออกแบบยั่งยืน

Architecture

สถาปัตยกรรมของยุค

Bosco Verticale ป่าแนวตั้ง, มิลาน2014 · มิลาน อิตาลีที่มา: Wikipedia

Bosco Verticale

2014

อาคารที่พักอาศัยคู่แฝดในมิลานของ Stefano Boeri ที่ปลูกต้นไม้ใหญ่กว่า 900 ต้นบนระเบียงทุกชั้น เปลี่ยนตึกให้กลายเป็นป่าแนวตั้งที่ช่วยกรองฝุ่น ลดความร้อน และคืนพื้นที่สีเขียวให้เมือง เป็นภาพแทนของสถาปัตยกรรมยั่งยืนที่ชัดเจนที่สุดของยุคนี้

Heydar Aliyev Center, บากู2012 · บากู อาเซอร์ไบจานที่มา: Wikimedia Commons

Heydar Aliyev Center

2012

ศูนย์วัฒนธรรมของ Zaha Hadid ที่แทบไร้มุมและเส้นตรง ผนัง พื้น และหลังคาไหลต่อเนื่องเป็นคลื่นเดียวกัน งานแบบนี้เกิดขึ้นได้เพราะซอฟต์แวร์ออกแบบสามมิติและการผลิตชิ้นส่วนด้วยคอมพิวเตอร์ สะท้อนว่าเทคโนโลยีดิจิทัลได้เปิดรูปทรงใหม่ที่ยุคก่อนวาดฝันไม่ถึง

Art

ศิลปะที่หล่อหลอมยุค

งานศิลปะดิจิทัลแบบ generativeที่มา: Unsplash

ศิลปะดิจิทัลและงานที่สร้างด้วยอัลกอริทึม

2010s–ปัจจุบัน

เมื่อคอมพิวเตอร์กลายเป็นพู่กัน ศิลปินยุคนี้เขียนโค้ดให้สร้างลวดลายที่ไม่ซ้ำเดิม (generative art) และล่าสุดใช้ AI ช่วยเนรมิตภาพจากคำสั่งข้อความ เส้นแบ่งระหว่างศิลปิน เครื่องมือ และผู้ชมเริ่มพร่าเลือน แนวคิดเดียวกันนี้ไหลเข้าสู่งานออกแบบภายใน ทั้งลายผ้า วอลเปเปอร์ และภาพตกแต่งผนังที่สร้างจาก AI

Interiors

ห้องและบรรยากาศของยุค

ห้องนั่งเล่นสไตล์สแกนดิเนเวียน โทนอ่อน ไม้ธรรมชาติ และต้นไม้ที่มา: Unsplash
สไตล์ Japandi ผสานความเรียบของญี่ปุ่นเข้ากับความอบอุ่นแบบสแกนดิเนเวียนที่มา: Unsplash
ลอฟต์อินดัสเทรียล ปูนเปลือย โครงสร้างโชว์แนว และเพดานสูงโปร่งที่มา: Unsplash

Icons

ผลงานไอคอนิกประจำยุค

Aeron Chair

1994

เก้าอี้ทำงานของ Herman Miller ที่ Bill Stumpf และ Don Chadwick ออกแบบในปี 1994 โดยทิ้งเบาะฟองน้ำหุ้มหนังไปใช้ตาข่ายโปร่งระบายอากาศ พร้อมปรับเข้ากับสรีระคนนั่งได้ทุกจุด มันนิยามคำว่าเก้าอี้ออฟฟิศที่ดีขึ้นใหม่ และได้เข้าคอลเลกชันถาวรของ MoMA

Aeron Chair โดย Herman Miller1994ที่มา: Wikimedia Commons

IKEA POÄNG

1976

เก้าอี้อาร์มแชร์โครงไม้ดัดของ IKEA ที่ออกแบบครั้งแรกในปี 1976 และผลิตขายต่อเนื่องหลายสิบล้านตัวทั่วโลกในราคาไม่กี่พันบาท มันคือหัวใจของแนวคิดร่วมสมัยที่ว่าดีไซน์เรียบง่ายแบบสแกนดิเนเวียควรเป็นของที่ทุกบ้านซื้อได้ ไม่ใช่ของแพงในโชว์รูม

IKEA POÄNG เก้าอี้อาร์มแชร์โครงไม้ดัด1976ที่มา: Wikimedia Commons

Designers

นักออกแบบคนสำคัญ

Jasper Morrison

b. 1959

นักออกแบบผู้ทำให้ความเรียบธรรมดากลายเป็นความงาม

นักออกแบบชาวอังกฤษผู้เป็นหัวหอกของมินิมัลลิสม์ยุคใหม่ เขากับ Naoto Fukasawa บัญญัติคำว่า Super Normal เพื่ออธิบายของใช้ที่ดูธรรมดาจนแทบมองข้าม แต่ใช้งานดีและอยู่กับเราได้นาน แนวคิดนี้ตรงข้ามกับความหวือหวาของยุคเมมฟิสอย่างสิ้นเชิง และวางรากฐานให้งานออกแบบร่วมสมัยที่เน้นความเรียบ ความจริงใจของวัสดุ และประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก

  • Super Normal
  • เฟอร์นิเจอร์ให้ Vitra และ Muji

Kengo Kuma

b. 1954

สถาปนิกผู้พาไม้และวัสดุธรรมชาติกลับสู่สถาปัตยกรรมสมัยใหม่

สถาปนิกชาวญี่ปุ่นผู้ประกาศแนวคิด "สถาปัตยกรรมที่พ่ายแพ้" คือถ่อมตัวและกลมกลืนกับธรรมชาติแทนที่จะข่มมัน เขาใช้ไม้ ไผ่ กระดาษ และหินในแบบร่วมสมัย จนกลายเป็นสะพานเชื่อมความเรียบแบบญี่ปุ่นเข้ากับงานยั่งยืนของโลก ผลงานเด่นอย่างสนามกีฬาแห่งชาติญี่ปุ่นสำหรับโอลิมปิกโตเกียวคือบทพิสูจน์ว่าวัสดุธรรมชาติสร้างงานสเกลใหญ่ได้จริง

  • Japan National Stadium
  • สถาปัตยกรรมไม้ร่วมสมัย

Patricia Urquiola

b. 1961

นักออกแบบผู้เติมความอบอุ่นและงานคราฟต์ให้มินิมัลลิสม์

สถาปนิกและนักออกแบบเชื้อสายสเปน-อิตาลีผู้เป็นหนึ่งในเสียงที่ทรงอิทธิพลที่สุดของวงการเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัย เธอผสมงานคราฟต์ ลายทอ และสีสันนุ่มนวลเข้ากับเส้นสายสมัยใหม่ ทำให้งานมินิมัลไม่แข็งกระด้าง เธอออกแบบให้แบรนด์ชั้นนำอย่าง B&B Italia, Kartell และ Moroso และผลักดันเรื่องวัสดุยั่งยืนกับการรีไซเคิลในงานออกแบบอย่างจริงจัง

  • โซฟาและเก้าอี้ให้ Moroso
  • งานออกแบบให้ Kartell

Notes

เกร็ดน่ารู้ของยุค

รู้หรือไม่?

เก้าอี้ Aeron ถูกออกแบบมาเพื่อคนทำงานนั่งโต๊ะ แต่กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคฟองสบู่ดอตคอมช่วงปี 2000 จนเมื่อบริษัทสตาร์ตอัปเจ๊ง ตลาดมือสองก็เต็มไปด้วยเก้าอี้ Aeron ราคาถูกให้เก็บ

รู้หรือไม่?

คำว่า Japandi ที่ฮิตทั่วโลกไม่ใช่สไตล์เก่าแก่ แต่เพิ่งกลายเป็นคำติดปากในช่วงปลายทศวรรษ 2010 เมื่อ Pinterest และ Instagram ทำให้คนค้นพบว่าความเรียบของญี่ปุ่นกับสแกนดิเนเวียเข้ากันได้อย่างลงตัว

รู้หรือไม่?

IKEA พิมพ์แคตตาล็อกแจกปีละหลายร้อยล้านเล่ม มากกว่ายอดพิมพ์ของหนังสือเล่มใดในโลก ก่อนจะยกเลิกฉบับกระดาษในปี 2021 เพื่อย้ายทุกอย่างขึ้นออนไลน์ตามวิถีร่วมสมัย

Thailand

ร่องรอยในเมืองไทย

สไตล์ร่วมสมัยคือสิ่งที่คนไทยเห็นทุกวันโดยไม่ต้องไปถึงต่างประเทศ ทั้งคาเฟ่มินิมัลปูนเปลือยย่านเจริญกรุงและอารีย์ คอนโดแต่งสไตล์ Japandi ที่ขายดีทั่วกรุงเทพฯ ไปจนถึงร้านกาแฟที่รีโนเวทตึกแถวเก่าให้กลายเป็นลอฟต์อินดัสเทรียล กระแสรักษ์โลกก็ทำให้วัสดุอย่างไม้ไผ่ ดินเผา และของรีไซเคิลกลับมาเป็นที่นิยม และล่าสุดนักออกแบบไทยจำนวนมากก็เริ่มใช้ AI ช่วยออกแบบและเรนเดอร์ภาพงานจริง เหมือนที่เราตั้งใจสอนกันในคอร์สของ DIY Design นี่เอง

คุยกับ LUNA
ผู้ช่วย DIY DESIGN